วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้นดิ่งแรง กองอสังหาฯเจ็บนิดๆลงแค่2.77%

"มอร์นิ่งสตาร์"เผยกองทุนอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบน้อยเฉลี่ยลง 2.77% หลังตลาดหุ้นปรับตัวลงแรงกว่า 9.53% เหตุเป็นนักลงทุนคนละกลุ่มกับหุ้น

นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์กองทุน บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย (R/P 1 วัน) ลงเหลือ 2.50% ตลาดหุ้นปรับตัวลงมาแรงนับถึงวันที่ 12 มิ.ย.ที่ผ่านมา ปรับลงประมาณ 9.53% แต่ส่วนของ "กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (กอง 1)" ปรับตัวลงมาเฉลี่ยเพียง 2.77% น้อยกว่าการปรับตัวลงของตลาดหุ้นค่อนข้างมาก

เหตุผลหนึ่งเพราะนักลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ น่าจะเป็นกลุ่มนักลงทุน ที่ต่างกันกับหุ้น โดยมุ่งเน้นการลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนเงินปันผลเป็นหลัก และหากจะมองนักลงทุนต่างชาติ ที่ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทยเองนั้น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่ที่นักลงทุนต่างชาติลงทุนในปัจจุบันมีไม่เกิน 5 กองทุน และนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้นมีวัตถุประสงค์หลักๆ ที่สำคัญ คือ 1.กระจายความเสี่ยงในการลงทุนให้พอร์ตการลงทุนหลัก และ 2.แสวงหาผลตอบแทนที่สม่ำเสมอจากอัตราเงินปันผล

นายเมธี วินิชบุตร ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มกองทุนอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน บลจ.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า กองทุนอสังหาริมทรัพย์ไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากการที่ตลาดหุ้นปรับฐานหนักมากนักในช่วงที่ผ่านมา เพราะกองทุนอสังหาริมทรัพย์เองราคาก็ปรับลงมาไม่มาก

ส่วนนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนใน"กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทล โกรท (CPNRF)" จะขายออกมาด้วยหรือไม่นั้นยังบอกไม่ได้ต้องรอปิดสมุดทะเบียนก่อนจึงจะทราบได้ซึ่งจะมีการปิดสมุดทะเบียนไตรมาสละครั้งเท่านั้น ซึ่งในไตรมาสที่ 1/56 ที่ผ่านมา สัดส่วนนักลงทุนต่างชาติในกองทุนก็ไม่ได้มากเท่าไรประมาณไม่เกิน 30%

นายอดิเทพ วรรณพฤกษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน บลจ.อเบอร์ดีน เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนทั่วโลกเคยชินกับอัตราดอกเบี้ยต่ำมานานพอมีความกังวลในเรื่องทางการสหรัฐอาจจะมีการหยุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ออกมา ทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้นมาจนพันธบัตรอายุ 10 ปี อยู่ที่ 2.18% จากเดิมที่เคยต่ำกว่า 2.0% ซึ่งพันธบัตรสหรัฐเป็นสินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยง (Risk Free) ที่ใช้เป็นดัชนีอ้างอิงของทั่วโลกนั่นจึงทำให้นักลงทุนมีการจัดสรรเงินลงทุนใหม่อีกครั้งรวมทั้งมีการขายหุ้นทำกำไรออกมาทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมารวมทั้งตลาดหุ้นไทยก็เช่นกัน แต่บริษัทมองว่าตลาดตอบสนองต่อเรื่องนี้มากกว่าที่ควรจะเป็น เพราะโดยพื้นฐานเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนของไทยไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมาก จะเห็นว่าตลาดหุ้นที่เคยปรับตัวขึ้นมาแรงก่อนหน้าจะเป็นตลาดที่ถูกขายทำกำไรออกมาอย่างหนักกว่าตลาดอื่น เช่น ญี่ปุ่น ,ฟิลิปปินส์ รวมทั้งไทย

การที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงมาครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาดีเกินคาดและมีการเข้ามาเก็งกำไรค่อนข้างมาก หุ้นบางตัวราคาขึ้นมาจนกำไรตามไม่ทัน P/E ขึ้นมาเป็น 30 - 40 เท่า ก็ยังมีคนเล่นกัน การที่ตลาดปรับตัวลงจะได้ทำให้นักลงทุนได้คิดว่าตลาดหุ้นมีขึ้นก็มีลงได้ไม่ใช่ขึ้นขาเดียวตลอดและดีที่ตลาดปรับตัวครั้งนี้เชื่อว่าคนจะได้ตระหนักในเรื่องนี้มากขึ้นด้วย ในระยะสั้นช่วง 1 ปี ข้างหน้าการมองตลาดหุ้นไทยเป็นเรื่องที่ยากเพราะไม่มีใครรู้จริงๆ

แต่ถ้ามองภาพในระยะกลางถึงยาวในช่วง 3 - 5 ปี ข้างหน้า บริษัทยังมองตลาดหุ้นไทยในเชิงบวกเพราะเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนยังมีแนวโน้มเติบโตได้ในระดับปกติของตลาด ถ้ามองว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ 4 - 5% กำไรบริษัทจดทะเบียนโตได้ 10 - 15% ต่อปี ตลาดหุ้นไทยก็น่าจะเติบโตไปได้ในระดับเดียวกันในช่วง 3 - 5 ปี ข้างหน้า จะให้ตลาดโต 20 - 30% ทุกปี คงเป็นไปไม่ได้ ยกเว้นในหุ้นบางตัวที่มีการขยายธุรกิจไปในอาเซียนอาจจะทำให้กำไรเขาเติบโตในระดับนั้นได้จริงตรงนั้นคงต้องไปตามดูรายบริษัทไป