วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กสิกรคาดเฟดคงดอกเบี้ย-มาตรการคิวอี

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดเฟดคงดอกเบี้ยนโยบาย-มาตรการ QE ที่ระดับ 85 พันล้านดอลล์/เดือน ในการประชุมวันที่ 18-19 มิ.ย.นี้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เฟดยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและมาตรการซื้อสินทรัพย์ที่ระดับ 85 พันล้านดอลลาร์/เดือนอย่างต่อเนื่องในการประชุมวันที่ 18-19 มิ.ย. นี้ อย่างไรก็ตาม เฟดกำลังเผชิญกับความท้าทายเชิงนโยบาย ท่ามกลางต้นทุนและความเสี่ยงของการดำเนินมาตรการผ่อนคลายทางการเงินที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้น การตัดสินใจเชิงนโยบายของเฟดจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าเหมาะสมกับเงื่อนไขเศรษฐกิจในช่วงนั้นๆ โดยท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ คาดว่าเฟดน่าจะคงขนาดการซื้อสินทรัพย์เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอีกสักระยะ ก่อนจะพิจารณาปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลง เพื่อลดแรงเสียดทานความเสี่ยงของภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์

ทั้งนี้ การคาดการณ์ถึงการปรับลดการซื้อพันธบัตรของเฟด อาจสร้างแรงกดดันให้มีเงินทุนไหลกลับเข้าสู่สหรัฐมากขึ้น ซึ่งคงจะสร้างความผันผวนของกระแสเงินทุนรอบใหม่ รวมทั้งความผันผวนของค่าเงินในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมทั้งประเทศไทยด้วย

การดำเนินมาตรการซื้อสินทรัพย์ดังกล่าว หากกระทำอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ก็นำมาซึ่งต้นทุนความเสี่ยงในมิติของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในระยะข้างหน้าที่อาจจะปรับตัวเร่งสูงขึ้นจนยากที่จะควบคุม รวมไปถึงความเสี่ยงจากฟองสบู่ราคาสินทรัพย์ที่ก่อตัวขึ้น ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำอย่างยาวนาน

ดังนั้น เฟดจึงได้ทยอยส่งสัญญาณถึงการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ เพื่อให้ตลาดค่อยๆ ปรับตัว ก่อนที่จะทำการยุติมาตรการการเข้าซื้อสินทรัพย์ และทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เข้าสู่ระดับปกติ ขณะที่เฟดคงจะปล่อยให้สินทรัพย์ต่างๆ ที่ถือไว้ในงบดุลค่อยๆ ทยอยครบกำหนดอายุลง

อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ จังหวะเวลาในการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ จึงเป็นความท้าทายเชิงนโยบายที่เฟดจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ทั้งนี้ เพื่อประเมินภาพแนวโน้มผลกระทบต่อตลาดการเงิน เศรษฐกิจ และทิศทางนโยบายการเงินไทยที่ชัดเจนขึ้น หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงต้องจับตาพัฒนาการของเศรษฐกิจสหรัฐอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของเฟด ทั้งนี้ หากพัฒนาการของเศรษฐกิจสหรัฐเป็นไปในทิศทางเชิงบวกมากขึ้น ก็อาจเพิ่มน้ำหนักให้เฟดเอนเอียงไปทางการเริ่มปรับลดขนาดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลง

ซึ่งหากการปรับลดขนาดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดจริงและปรากฏขึ้นไปพร้อมๆ กับพัฒนาการที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจสหรัฐ ตลอดจนแนวโน้มเชิงบวกของเศรษฐกิจแกนหลักอื่นๆ ของโลก ก็อาจช่วยสร้างความมั่นใจต่อทิศทางของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และช่วยลดความผันผวนของราคาสินทรัพย์ต่างๆ ลงในระยะข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม หากพัฒนาการของเศรษฐกิจสหรัฐ ในระยะข้างหน้าปรับตัวแย่กว่าคาด ก็มีโอกาสที่เฟดอาจจะคง หรือปรับเพิ่มนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งคงจะสร้างแรงกดดันต่อกระแสการไหลเข้าของเงินทุนไปยังประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อีกครั้งก็เป็นได้