วิถีไฟ(Life of fire)คือผลงานของแอนิเมเตอร์วัย23 ปี บี-รัชริล หุตังคบดีเด็กไทย ผู้กล้าเดินตามฝัน และมุ่งมั่นบนเส้นทางแอนิเตอร์เพื่อสังคม
“วันหนึ่งหนูสองคนจะต้องทำการ์ตูนให้โลกได้ดู”
นี่คือคำที่ผู้เป็นแม่ เคยพูดกับ บี-รัชริล และพี่สาว เอ-ลลิตา หุตังคบดี เมื่อรู้ว่าลูกๆ ทั้งสองคน ชื่นชอบการวาดรูปและแอนิเมชั่น
และในวันนี้ ผลงานจากลูกสาวคนเล็ก บี-รัชริล หุตังคบดี ซึ่งเพิ่งไปคว้ารางวัล Animation Awards Best Director Prize จากงาน AYACC 2012 ที่ประเทศจีน ก็ได้รับการคัดเลือกไปฉายในงาน “Annecy International Animated Film Festival and Market” (MIFA) ที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเทียบได้กับคานส์ของวงการแอนิเมชั่น ไม่ผิดคำพูดของแม่ ที่สำคัญเธอทำมันได้สำเร็จ ในวัยเพียง 23 ปี เท่านั้น!
“หนูชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก พี่สาวเล่าให้ฟังว่าเขาจับวาดรูปอยู่ครั้งหนึ่ง จากนั้นก็วาดเอง และวาดรูปมาตลอด”
รัชริล บอกเล่าจุดเริ่มต้น ที่หลงใหลในการวาดรูปและแอนิเมชั่น โดยมีพี่สาวซึ่งอายุห่างกันเพียงหนึ่งปี เอ-ลลิตา เป็นผู้ชักนำเข้าสู่วงการ
รูปวาดสมัยเด็ก หนักไปทาง “ไดโนเสาร์” เพราะเกิดมาในยุคที่ “จูราสสิค พาร์ค” กำลังดัง และโตมากับการ์ตูนไดโนเสาร์ เธอบอกว่า ไม่วาดรูปคน จนพ่อแม่เริ่มเครียด ตอนหลังเข้าโรงเรียนเลยได้ฝึกวาดคนเพื่อไม่ให้แปลกไปจากเด็กคนอื่น ทั้งฝึกเอง และได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว อย่างส่งไปลงเรียนคอร์สวาดรูปบ้าง พัฒนาฝีมือขึ้นมาเรื่อยๆ
พออายุเพียง 15 ปี เธอก็สามารถหาเงินได้จากการวาดรูป
“ตอนนั้นไปออกบูธตามงานการ์ตูน เอาผลงานของตัวเองไปวางขาย เลยมีคนชวนมาวาดภาพประกอบ พวกปกหนังสือนิยายวัยรุ่น วาดการ์ดเกม ภาพประกอบเกมออนไลน์บ้าง ซึ่งงานประเภทนี้ไม่เกี่ยวกับอายุหรือประสบการณ์ ขอแค่ผลงานของเราตอบโจทย์ได้ เขาก็เลือก”
เธอบอกจุดเริ่มต้นของการทำงาน ที่เปิดโอกาสให้เด็กอ่อนด้อยประสบการณ์ ได้เข้ามาในงานสายนี้ แต่ก็ยอมรับว่าต้องผ่านการถูกกดราคาอย่างสาหัส เพราะยังใหม่ และไม่กล้าประเมินตัวเองสูงมาก
“ที่เมืองนอกขั้นต่ำสุดเขาคิดกัน 150 เหรียญ ต่อรูป ของหนูเจอกดราคาต่ำสุดรูปละ 200 บาท ทุกวันนี้ก็อาจมีเด็กใหม่ๆ ที่โดนกดราคา ปัญหาคือ เด็กไม่รู้ราคา และไม่กล้าประเมินตัวเองสูงมาก ก็ตั้งถูกๆ แล้วแต่พี่ แต่ตอนนี้เราผ่านประสบการณ์มาแล้ว เริ่มรู้รายได้ที่แท้จริง ซึ่งรายได้สูงสุดต่อภาพที่เคยทำได้ก็เกือบหมื่นบาท เป็นงานต่างประเทศแค่รับลงสีภาพประกอบอย่างเดียว ทำไปประมาณ 6 หน้า ปรากฏซื้อโน้ตบุ้คได้ 1 เครื่อง”
เธอบอกพัฒนาการที่เพิ่มขึ้น พร้อมๆ กับ “รู้เท่าทัน” วงการมากขึ้น
ชีวิตที่เลือกเอง ไม่ได้มีแค่การทำสิ่งที่ชอบ แต่รัชริล ยังเลือกเรียนในสิ่งที่จะไปต่อยอดความชอบของตัวเองได้ โดยเลือกสาขาภาพยนตร์และวิดีโอ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
“ภาพยนตร์เขาไม่ได้สอนแค่ให้ทำออกมาเป็นภาพอย่างเดียว แต่ยังสอนเขียนบท การเลือกมุมกล้องที่สื่ออารมณ์ ได้เรียนรู้หลายๆ อย่าง และได้เริ่มเรียนแอนิเมชั่นช่วงปีสามเทอมสอง ก็รู้เลยว่าหนักมาก เหนื่อยกว่าวาดรูปเยอะมาก”
รูปหนึ่งรูปวาด ลงสี แล้วก็จบ แต่แอนิเมชั่นยังมีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก แต่ก็เป็นความสนุกที่เธอได้เรียนรู้ตลอดการเรียน โดยมีโอกาสร่วมกับเพื่อนส่งผลงานเข้าประกวดใน โครงการ MV Animation "รักประเทศไทย" และได้รางวัลที่สามมาครอบครอง
โปรเจคก่อนเรียนจบ คือ แอนิเมชั่น “วิถีไฟ” (Life of fire) ซึ่งใช้เวลาทำนานกว่าปกติ เพราะคนทำไม่ได้ต้องการแค่เรียนจบ แต่อยากได้งานคุณภาพสูง เพื่อส่งประกวดในเวทีระดับโลกให้ได้
“ทำธีสีส ไม่ได้หวังแค่ทำเพื่อให้จบ แต่หวังว่า งานนี้จะเป็นแมสเซสที่ส่งให้กับคนทั้งโลก” นั่นคือความคิดสุดทึ่งที่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งบอกกับเรา ก่อนจะเล่าที่มาของ “วิถีไฟ” สารที่เธออยากสื่อให้กับผู้คนบนโลกนี้
“ช่วงที่คิดเรื่องนี้ เกิดน้ำท่วมพอดี ก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมภัยธรรมชาติเยอะขึ้นเรื่อยๆ ธรรมชาติขาดสมดุลเพราะอะไร ก็เพราะคนเอาแต่ทำลายธรรมชาติ เพื่อไปแลกเงิน แล้วทำไมคนถึงต้องการเงินขนาดนั้น เลยพยายามหาคำตอบว่า เงิน ทำให้เรามีความสุขจริงหรือ เงินก็แค่หน่วยหนึ่ง ที่คนตั้งขึ้น และไปลุ่มหลงกับมัน ขณะที่มีผลการวิจัยบอกว่า สิ่งที่คนใกล้ตายอยากได้ที่สุด ไม่มีเงินอยู่ในนั้นเลย นอกจากความรักความห่วงใยจากครอบครัว ฉะนั้นความสุขที่แท้จริง จึงไม่ใช่เงิน เลยเป็นที่มาของแอนิเมชั่นเรื่องนี้ ที่จะทำให้คนมีสติในการหาเงินมากขึ้น”
รัชริล เล่าเรื่องผ่านตัวละครที่มีหัวเป็นไฟ แทนกิเลสในตัวมนุษย์ แล้วสื่อสารผ่านเรื่องเล่าว่า ถ้าเราลุ่มหลงไปกับกิเลสเราจะเป็นอย่างไร แล้วถ้าควบคุมมันได้ รู้จักพอ สุดท้ายก็จะค้นพบความสุขที่แท้จริง
ผลงานเกิดจากการคิด และทำการบ้านอย่างหนัก หาทางทำให้งานเป็นสากลเพื่อพร้อมส่งไปสู่สายตาคนทั่วโลก ด้วยการศึกษางานต่างประเทศมากๆ ทั้ง โซนยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี หรือแม้แต่ จีน หาความลงตัวของงานที่เนื้อหาดี วิธีการสื่อสารเข้าถึง เพื่อให้ “โดนใจ” คนดูทั่วโลกให้ได้
แล้ว“วิถีไฟ” (Life of fire) ก็ไม่ได้เป็นเพียงโปรเจคแค่เรียนจบอย่างที่พูดไว้ แต่เป็นผลงานที่คว้ารางวัลมาแล้วทุกเวที ตั้งแต่ รางวัล Best Visual โดย TAF และ Best Social Content จากมูลนิธิสยามกัมมาจล ในงาน Thailand Animator Festival#2 by Sputnik Tales "เทศกาลแอนิเมชั่นอิสระเพื่อสังคม" โดย" Sputnik Tales ร่วมกับ มูลนิธิสยามกัมมาจล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.)
ผลงานชิ้นเดียวกัน ยังโลดแล่นไปแดนมังกรและได้รับรางวัล Animation Awards Best Director Prize จากงาน AYACC 2012 ที่ประเทศจีนมาได้สำเร็จ เป็นคนไทยคนเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ ก่อนฟันฝ่านับ 2,800 ผลงานจากทั่วโลก เป็นหนึ่งใน 50 ผลงาน ที่ได้รับคัดเลือกไปฉายในงาน “MIFA” ที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่สุดในยุโรป
“ก็ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าจะมาได้ไกลขนาดนี้ แต่แม่จะพูดมาตลอดว่า เดี๋ยวต้องได้ทำการ์ตูนให้โลกได้ดู ตอนนั้นก็รู้สึกว่ามันเกินตัวสำหรับเด็ก แต่พอมาวันนี้ ก็รู้สึกภูมิใจ ซึ่งการให้โอกาสและการสนับสนุนจากครอบครัวสำคัญมากๆ”
ในวันนี้รัชริล ได้ทำงานเป็น Concept Artist ที่ The monk studio อยู่ในสายงานที่เธอรัก แต่ก็ยังมีความฝันร่วมกับพี่สาว คือได้ทำแอนิเมชั่นของตัวเอง แล้วส่งประกวด เพื่อสื่อสารสิ่งดีๆ ให้กับผู้คนบนโลกต่อไป
แอนิเมเตอร์คนเก่งยังได้ฝากข้อแนะนำสำหรับน้องๆ ที่อยากเข้ามาโลดแล่นบนถนนเส้นนี้ เธอบอกว่า วันนี้คงหมดยุคนักเขียนการ์ตูนไส้แห้งแล้ว เพราะที่ผ่านมานี่ก็เป็นอาชีพที่ทำรายได้ให้ใครหลายคน ขอเพียงหาตัวเองให้พบ พยายามทำงาน และขยันเข้าไว้ ลองส่งงานเข้าประกวด อย่าอาย และอย่ากลัวในความผิดหวัง
“ความผิดพลาดเป็นแค่จุดสีดำเล็กๆ แค่จุดๆ เดียวที่ไม่ดีในชีวิต คงน่าเสียดายมากถ้าจะทำให้เราไม่กล้าโชว์ตัวเองออกมา เพราะแค่กลัวจุดเล็กๆ จุดนั้น ทั้งที่เรายังมีดีอีกตั้งเยอะ ซึ่งการทำงานก็คงมีความผิดหวังมาเรื่อยๆ แต่ให้คิดแค่ว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป อันไหนผิดหวัง ก็แค่เก็บไว้เป็นบทเรียน แล้วเดินหน้าทำความฝันต่อไป”
ในมุมมองของแอนิเมเตอร์เพื่อสังคม เธอบอกว่า ต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน และมีความรับผิดชอบต่อสังคม
“ในโลกนี้ เราอยากทำอะไรก็ทำไปเถอะ ตราบใดที่ไม่ได้ไปทำให้ใครเดือนร้อน แอนิเมชั่นก็เช่นกัน ถ้าจะต้องทำการ์ตูนลามก ทำเนื้อหาที่รุนแรง ยุแยงให้สังคมเกิดความแตกแยก ก็คงดูไม่รับผิดชอบต่อสังคมเท่าไร เหมือนกับโยนอะไรก็ไม่รู้ไปให้กับสังคม ซึ่งจะดีกว่าไหมถ้างานของเราสามารถส่งสารบางอย่างที่ช่วยเตือนสังคมได้บ้าง”
นี่คือข้อคิด จากแอนิเมเตอร์รุ่นใหม่ ที่อยากให้ผลงานจากเธอไปสะกิดความคิดผู้คนในสังคม เพื่อเป็นแอนิเมเตอร์เพื่อสังคมอย่างเต็มภาคภูมิ..ในวันนี้





