เงินบาทฟื้นกลับมาแข็งค่าปลายสัปดาห์ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปรับร่วงลงตามแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ จากความกังวลการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ของเฟด
ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ และมีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคารในช่วงกลางสัปดาห์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.40% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน ทรงตัวที่ 2.50% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน
ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 17-21 มิ.ย. 2556 จะมีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคารในช่วงต้นสัปดาห์ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะทรงตัวใกล้ระดับ 2.50% ทั้งนี้ ตลาดคงจับตาผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) วันที่ 18-19 มิ.ย.
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.06% ในวันศุกร์ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 3.01% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยปรับพุ่งขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์โดยมีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางการคาดการณ์การชะลอมาตรการ QE ของเฟด ก่อนที่จะปรับลดลงเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์ หลังต่างชาติกลับเข้าซื้อพันธบัตรไทยอีกครั้ง
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.15% ในวันพฤหัสบดี ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับ 2.17% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์สู่ระดับสูงสุดในรอบ 14 เดือน จากเครื่องชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาค่อนข้างดี ทำให้คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ ก่อนที่อัตราผลตอบแทนจะปรับลดลงในวันพฤหัสบดี จากการซื้อคืนของนักลงทุน หลังราคาพันธบัตรปรับลดลง
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินบาท (Onshore)
เงินบาทร่วงแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 9 เดือนที่ 31.17 บาทต่อดอลลาร์ฯ ก่อนดีดตัวกลับมาแข็งค่าปลายสัปดาห์ ทั้งนี้ เงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ สอดคล้องกับทิศทางสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชีย รวมถึงแรงเทขายในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและกำหนดเวลาในการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวขึ้นของตลาดหุ้นไทย การส่งสัญญาณเข้าดูแลความผันผวนของเงินบาทจากผู้ว่าการธปท. และการขายเงินดอลลาร์ฯ เพื่อทำกำไร หนุนให้เงินบาทสามารถล้างช่วงติดลบและดีดตัวกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์
ในวันศุกร์ (14 มิ.ย.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 30.55 เทียบกับระดับ 30.62 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (7 มิ.ย.)
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (17-21 มิ.ย.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 30.40-30.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (18-19 มิ.ย.) ซึ่งอาจมีผลต่อกระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุนของนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย ผลสำรวจภาวะธุรกิจของเฟดสาขานิวยอร์กและแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือนมิ.ย. ยอดขายบ้านมือสอง ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน การอนุญาตก่อสร้าง ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ และดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนพ.ค. ข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิเดือนเม.ย. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ ตลาดอาจจับตาการผลประชุมกลุ่ม G-8 ด้วยเช่นกัน
เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ
เงินยูโรทยอยแข็งค่าขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 เดือน ท่ามกลางสัญญาณที่ไม่แน่ชัดว่า จุดเริ่มต้นของการถอนมาตรการ QE ของเฟดจะเริ่มขึ้นเมื่อใด นอกจากนี้ เงินยูโรยังแข็งค่าขึ้นหลังจากศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมนีไม่ขัดขวางโครงการซื้อพันธบัตรประเทศที่ประสบปัญหาหนี้ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ฯ สามารถลดช่วงติดลบลงบางส่วน หลังยอดค้าปลีกเดือนพ.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด
เงินเยนแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 2 เดือน โดยเงินเยนทะยานแข็งค่าขึ้น หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศคงนโยบายการเงิน และไม่ประกาศมาตรการสกัดความปั่นป่วนของตลาดพันธบัตร นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับจังหวะการถอนมาตรการ QE ของเฟด ก็เป็นปัจจัยกดดันเงินดอลลาร์ฯ ด้วยเช่นกัน อนึ่ง เงินเยนเผชิญแรงขายช่วงสั้นๆ ในช่วงต้นสัปดาห์ จากการปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับเครดิตสหรัฐฯ ขึ้นเป็น “มีเสถียรภาพ” จาก “เชิงลบ” โดย S&P
ในวันศุกร์ (14 มิ.ย.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3319 เทียบกับ 1.3222 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (7 มิ.ย.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 94.96 เทียบกับ 97.53 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ตลาดทุน
ตลาดหุ้นไทย
ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับร่วงลง โดยมีแรงขายจากต่างชาติ จากความกังวลเกี่ยวกับการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ของเฟด ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,465.27 จุด ลดลง 3.36% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 10.88% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 63,983.15 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 428.24 จุด ลดลง 5.91% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ โดยมีแรงซื้อคืนจากนักลงทุน ก่อนที่จะปรับร่วงลงต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ตามตลาดหุ้นในภูมิภาค โดยได้รับแรงกดดันจากการไหลออกของเงินทุน รวมทั้งการบังคับขาย (Force sell) ในบัญชีมาร์จิน นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการที่ธนาคารโลกปรับลดประมาณการการขยายตัวเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงจาก 2.4% เหลือ 2.2% อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวในวันศุกร์ โดยมีแรงซื้อกลับจากนักลงทุน หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดี
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 17-21 มิ.ย. 2556 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีน่าจะยังคงผันผวน โดยจับตามองรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ ดัชนีราคาผู้บริโภค เครื่องชี้ที่อยู่อาศัย รวมทั้ง ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,422 และ 1,337 ขณะที่แนวต้านคาดว่า จะอยู่ที่ 1,488 และ 1,494 ตามลำดับ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ดัชนี DJIA ฟื้นตัวในช่วงปลายสัปดาห์ หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดี โดยเมื่อวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 15,176.08 จุด ลดลง 0.47% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทรงตัวในวันจันทร์ ก่อนที่จะปรับลดลงในช่วงกลางสัปดาห์ หลัง BOJ ไม่มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม รวมทั้งความกังวลว่าเฟดอาจจะปรับลดขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวขึ้นในวันพฤหัสบดี โดยได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดี
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ดัชนี Nikkei ปรับลดลง จากความกังวลเกี่ยวกับการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ของเฟด โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 12,686.52 จุด ลดลง 1.48% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงวันจันทร์ โดยการซื้อเก็งกำไรก่อนการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น และร่วงลงอย่างรุนแรงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยได้รับแรงกดดันจากแรงขายของต่างชาติ ท่ามกลางความกังวลว่าเฟดอาจจะปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ รวมทั้งการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นสร้างความผิดหวังให้แก่ตลาด โดยการคงขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและไม่มีการออกมาตรการเพิ่มเติม ทั้งนี้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวในวันศุกร์ หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่ง








