วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พักเงินอย่างปลอดภัยในกลุ่มไฟฟ้า

ด้วยความเสี่ยงในการดำเนินงานต่ำที่จำกัดความเสี่ยงของการถูกปรับลดประมาณการกำไร ประกอบกับความสามารถในการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ (ราว 4% ต่อปี)

และมีความเสี่ยงเชิงบวกจากการประมูล IPP รอบใหม่ ทำให้เราคาดราคาหุ้นของผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าจะแข็งแกร่งกว่าหุ้นที่เชื่อมโยงกับสินค้าโภคภัณฑ์ ในช่วง 1-3 เดือนหน้า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่มีเสถียรภาพ เรายังเลือก EGCO เป็นหุ้นเด่น (TP: 167 บาท) จากแผนขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าในโครงการอีกมาก (1,726 เมกกะวัตต์) และความเสี่ยงเชิงบวกจากการประมูล IPP


หุ้นไฟฟ้ามีเกราะป้องกันปัจจัยลบ


จากความเสี่ยงในการดำเนินงานต่ำ (มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวระบุปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าที่แน่นอน) กอปรกับคาดการณ์อัตราเงินปันผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ (อัตราเฉลี่ย 4% ต่อปี) รวมถึงมีความเสี่ยงเชิงบวกจากการประมูล IPP รอบใหม่ ซึ่งคาดจะประกาศผลผู้ชนะประมูลภายในเดือนนี้ (คาดจะเป็นความเสี่ยงเชิงบวกต่อราคาเป้าหมายปี 56 ของ EGCO ราว 8-12% และ GLOW ราว 4-6% จากสมมติฐานโอกาสชนะประมูล 1 ข้อเสนอ และ project IRR ที่ 10%) เราคาดราคาหุ้นกลุ่มไฟฟ้า (EGCO, GLOW, RATCH) (ปัจจุบันซื้อขายอยู่ระดับ mean ถึง +0.5SD ของ PBV ปี 56) จะแข็งกร่งกว่าหุ้นที่เชื่อมโยงกับราคาผลิตภัณฑ์ทั้งกลุ่มต้นน้ำ และปลายน้ำ (ซื้อขาย -0.5SD ถึง -2SD ของ PBV ปี 56) ในช่วง 1-3 เดือนหน้า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลก รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน


คาดกำไรปกติงวด 2Q56 ของผู้ผลิตไฟฟ้าโต YoY ยกเว้น GLOW


เราคาดผู้ผลิตไฟฟ้ามีกำไรปกติงวด 2Q56 โต YoY อาทิ EGCO (จากการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้า Quezon และการเริ่มดำเนินการผลิตของโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน) และ RATCH (จากการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจาก RAC ซึ่งพอชดเชยส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลง ตามการรับรู้ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง จากการอ่อนค่าของเงินบาท) ขณะที่คาด GLOW มีกำไรปกติลดลง YoY จากภาษีจ่ายเพิ่มเติมราว 623 ล้านบาท บนกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงของโรงไฟฟ้า Gheco-One ในช่วงระหว่างก่อสร้างปี 51 – 53 รวมกับค่าปรับสำหรับการไม่จ่ายภาษีตรงตามเวลา รวมทั้งการปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า Gheco-One เพื่อตรวจสอบตามระยะเวลาประกันราว 47 วัน อย่างไรก็ดี คาดกำไรสุทธิงวด 2Q56 ของกลุ่มลดลงแรง YoY หลักๆ มาจากไม่มีกำไรพิเศษก้อนใหญ่ (เทียบกับงวด 2Q55 ที่ RATCH บันทึกกำไรพิเศษครั้งเดียวจำนวน 1.85 พันล้านบาท และ EGCO บันทึกกำไรทางบัญชีราว 4.3 พันล้านบาท ในช่วงเดียวกัน) และแนวโน้มขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการอ่อนค่าของเงินบาท