วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้นไทยร่วงหนักรอบ2เดือน ตลท.ชี้อย่าตื่น

ตลท.เตือนอย่าตื่นหุ้นร่วงหนัก เป็นทิศทางเดียวกับตลาดทั่วโลก จากความกังวลเฟดลดมาตรการคิวอี รอลุ้นตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรวันนี้

นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สอง จากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ คิวอี ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นภูมิภาคที่เผชิญแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติอย่างหนัก

ทั้งนี้ ตลาดทั่วโลกรอสหรัฐประกาศตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันนี้ (7 มิ.ย.) โดยหากดีขึ้น อาจทำให้เฟดลดการอัดฉีดเงินจากมาตรการคิวอี ซึ่งเป็นแรงกดดันตลาดเงินทั่วโลกตลอดช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ปิดตลาดวานนี้ (6 มิ.ย.) ที่ 1490.21 ลดลง 32.45 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน มูลค่าการซื้อขายกว่า 6.8 หมื่นล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 4,700 ล้านบาท และตั้งแต่ต้นปีจนถึงวานนี้ (6 มิ.ย.) ต่างชาติขายสุทธิแล้วกว่า 38,000 ล้านบาท

จากภาวะตลาดที่ปรับลงต่อเนื่องมาเป็นสัปดาห์ที่สอง ทำให้นายจรัมพร โชติเสถียร ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดแถลงเป็นการด่วนก่อนที่ตลาดหุ้นจะเปิดการซื้อขายในช่วงเช้าวานนี้ ซึ่งเช่นเดียวกับตลาดหลักทรัพย์ในหลายประเทศที่ออกมาชี้แจงสถานการณ์เช่นเดียวกัน

นายจรัมพร กล่าวว่า การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นไทยรอบนี้ เป็นผลจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลก

ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค. จนถึงปัจจุบัน ดัชนีหุ้นต่างประเทศที่เคยปรับตัวสูงขึ้นต่างก็ปรับตัวลดลง โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นลดลง 16-17% อังกฤษลดลง 6% ฟิลิปปินส์ 17% และสิงคโปร์ปรับลดลง 6.1% ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปรับลดลง 6.6%
"ตลาดหุ้นลงรอบนี้เป็นทั้งภูมิภาค เราก็ลงด้วย แต่ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยยังแข็งแกร่งไม่เปลี่ยนแปลง" นายจรัมพร กล่าว

ย้ำหุ้นไทยผลตอบแทนยังบวก

แม้ตลาดหุ้นจะปรับลดลงแรงในช่วงนี้ แต่หากนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ผลตอบแทนยังเป็นบวก โดยตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น 9.4% ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ปรับเพิ่มขึ้น 15% และตลาดหุ้นอเมริกาเพิ่มขึ้น 14% ซึ่งสะท้อนให้เห็นปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยยังดีอยู่

"สถานการณ์ในปัจจุบัน ยังไม่จำเป็นต้องมีมาตรการดูแล และตลาดยังไม่ได้หารือกับหน่วยงานระดับนโยบายอย่างกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมองว่าการปรับลดลงของตลาดหุ้นน่าจะเป็นโอกาสซื้อมากกว่า"

ส่วนกรณีที่สถาบันจัดอันดับเครดิต มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ออกมาส่งสัญญาณว่า อาจจะปรับลดอันดับเครดิตของไทยลงนั้น ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า มีผลต่อตลาดหุ้นไทยน้อยมาก เพราะพื้นฐานโดยรวมยังไม่เปลี่ยนแปลง

ไม่กังวลแรงเทขายของต่างชาติ

ด้าน นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า การปรับตัวลดลงของดัชนีหุ้นไทยมาจาก 2 ปัจจัย คือ ความเปราะบางของเศรษฐกิจโลก เพราะนักลงทุนกังวลว่าหากสหรัฐหยุดกระตุ้นคิวอี 3 จะกระทบต่อกระแสเงินทุนทั่วโลก 2.ปัจจัยภายในทั้งเรื่องการเมืองและความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่น เพราะนักลงทุนในตลาดหุ้นจะไม่ชอบความไม่ชัดเจน เพราะสุดท้ายอาจจะกระทบต่อพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนได้

นางภัทธีรา กล่าวต่อว่า ไม่ได้กังวลกับแรงเทขายของต่างชาติมากนัก เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปี ต่างชาติมีการขายหุ้นไทยออกมาตลอด และคิดเป็นสัดส่วนเพียง 20% ของภาพรวมการลงทุนเท่านั้น ซึ่งมองว่าเป็นการขายทำกำไร เพราะที่ผ่านมาหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงสม่ำเสมอมาตลอด มีความเป็นไปได้ที่นักลงทุนต่างชาติ จะโยกเงินไปลงทุนในตลาดอื่น ที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงกว่า โดยตลาดที่ได้รับอานิสงส์รอบนี้คือตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและการเมืองภายในมีความชัดเจน

"ตลาดหุ้นไทยที่ปรับขึ้นมาก่อนหน้านี้ ไม่ได้พึ่งเม็ดเงินต่างชาติมากนัก เพราะตั้งแต่ต้นปีต่างชาติก็ขายทำกำไรมาตลอด เราไม่ห่วง แต่มองว่าประเด็นที่นักลงทุนกำลังจับตามองจากนี้คือภาพรวมเศรษฐกิจภายในของเรา โดยเฉพาะในไตรมาส 2 จะโตต่อหรือไม่ ภาครัฐต้องมีความชัดเจนเรื่องตัวเลขเศรษฐกิจ เพราะที่ผ่านมานักลงทุนเริ่มไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2 จะโตต่อเนื่องหรือไม่"

ต่างชาติยังเดินหน้าขายหุ้นไทยต่อ

ด้าน นายสมชาย เอนกทวีผล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับมาตรการผ่อนคลายคิวอี ที่ยังคงไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าทางธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะตัดสินใจชะลอหรือดำเนินการต่อ ประกอบกับต่างชาติที่ขายออกจากตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง และมีแนวโน้มคงขายต่อไป ทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจในการเลือกหุ้นเข้าซื้อน้อยลงและรอดูปัจจัยใหม่

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำนักลงทุนให้เลือกหุ้นทยอยซื้อสะสม ซึ่งกลุ่มที่แนะนำ ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เป็นต้น ทั้งนี้ประเมินแนวรับแรกไว้ที่ระดับ 1,480 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,475 จุด และประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ 1,500 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,520 จุด

กรุงไทยจ่อทบทวนดัชนีหุ้นไทยลง

นายสมชัย อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า เตรียมทบทวนเป้าดัชนีปีนี้และปีหน้าลง จากเดิมมองไว้ที่ 1,750 จุดในปีนี้ และ 1,929 จุด ตามการปรับลดเป้าการเติบโตของเศรษฐกิจลง ขณะที่ตัวเลขการเติบโตของกำไรสุทธิ คงไม่ได้รับผลกระทบมากจากเดิมประเมินไว้ว่าจะเติบโต 20% ซึ่งตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียและไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงบ้างจากปีก่อน แต่หากเทียบกับเศรษฐกิจตลาดพัฒนาแล้วก็ยังดีกว่าชัดเจน ดังนั้นในภาพรวมเงินลงทุนในโลกก็ยังน่าจะเข้ามาในเอเชียและไทยด้วย

นายวีระ วุฒิคงศิริกูล รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า ต่างชาติขายหุ้นทั่วเอเชียรวมทั้งไทย เพราะกังวลความไม่ชัดเจนของมาตรการคิวอี และช่วงที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติมีกำไรพอสมควร จึงเป็นจังหวะเทขายทำกำไรออกมาด้วย ตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นแล้ว 3 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปีก่อนซื้อสุทธิแสนล้านบาท

"เชื่อว่าแรงขายเริ่มใกล้หมดแล้ว เพราะปกติต่างชาติจะถือหุ้น 6-7 หมื่นล้านบาทและยังเชื่อต่างชาติยังไม่ทิ้งหุ้นไทย เพียงแต่ตอนนี้พักเงินไว้ในตลาดเงิน และหลังจากหุ้นไทยปรับตัวลงมาหลุดระดับ 1,500 จุด ถือเป็นระดับที่น่าสนใจและไม่แพง โดยมองแนวรับไว้ที่ 1,470 จุด ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดเดิมของรอบที่แล้ว"

ซีไอเอ็มบีเชื่อปรับลงแค่ช่วงสั้น

นายสิทธิไชย มหาคุณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เชื่อว่าหุ้นไทยปรับตัวลดลงเป็นสถานการณ์ช่วงสั้น เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังดี ได้รับอานิสงส์จากการปรับลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% และการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

คาดว่าดัชนีหุ้นไทยปีนี้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปถึง 1,800 จุดได้ในช่วงปลายปีนี้ อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) หุ้นไทยอยู่ที่ 14 เท่า และคาดรายได้บริษัทจดทะเบียนปีนี้จะเพิ่มขึ้น 23-25% และจะต่อเนื่องไปในปี 2557 เอื้อให้การออกหุ้นไอพีโอยังมีความคึกคักอยู่

บาทต่อดอลลาร์อ่อนตามภูมิภาค

ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ วานนี้ (6 มิ.ย.) อ่อนค่าตามสกุลเงินภูมิภาค ขณะที่นักลงทุนยังคงรอดูตัวเลขในตลาดแรงงานของสหรัฐในวันนี้ ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟด
บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงท้ายตลาด อยู่ที่ 30.58/65 จาก 30.56/58 ในช่วงเช้า ขณะที่ในตลาดต่างประเทศ (offshore) อยู่ที่ 30.58/60 จาก 30.54/58 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงเช้า

นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์กล่าวว่าเงินบาทยังคงอ่อนค่าตามสกุลเงินภูมิภาค เนื่องจากนักลงทุนยังคงระมัดระวัง ต่อการดำเนินมาตรการของเฟด และการประกาศตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐ