ผวาเฟดถอนคิวอีป่วน'หุ้น-เงิน'เอเชียเป็นสัปดาห์ที่ 3 นักลงทุนเทขายทั่วภูมิภาค โบรกฯเตือนระวังเข้าสู่ขาลง ประเด็นการเมืองกลายเป็นปัจจัยเสี่ยง
นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ กล่าววานนี้ (5 มิ.ย.) ว่า เศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีปัจจัยบางอย่างทำให้เห็นแนวโน้มไม่ชัดเจนมากขึ้น ยกตัวอย่างจากตัวเลขข้อมูลเมื่อเร็วๆ นี้ ที่บ่งชี้ว่ามีการเติบโตชะลอตัวลง
"ยูโรโซนมีชาติสมาชิก 17 ประเทศ ซึ่งอยู่ในภาวะถดถอยมานาน 6 ไตรมาสติดต่อกัน ยังคงเป็นส่วนสำคัญสร้างความกังวล และโดยภาพรวมทั้งภูมิภาคนี้ยังเติบโตเป็นศูนย์ การมองไปข้างหน้ามีตัวชี้วัดหลายตัวที่ยังไม่เอื้อ"ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ตั้งข้อสังเกตระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ที่บรู๊คลิน อินสทิทูชั่น ซึ่งเป็นสถาบันวิชาการชั้นนำของสหรัฐในกรุงวอชิงตัน
ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟได้คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกเมื่อเดือนเม.ย. ปีนี้ว่า จะขยายตัว 3.3% ในปี 2556 แต่คำกล่าวของนางลาการ์ดวานนี้ ได้พูดถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกกำลังเกิดขึ้น แต่เป็นไปอย่างเปราะบางและไม่สม่ำเสมอ
ติงสหรัฐตัดรายจ่ายเร็วเกินไป
เมื่อวันอังคารที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา ไอเอ็มเอฟได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของฝรั่งเศสลงเล็กน้อย จากก่อนหน้านี้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเยอรมนีซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่สุดในยุโรปลงเหลือเพียง 0.3% ปีนี้ ขณะที่ในปลายเดือนพ.ค. ปีนี้ ไอเอ็มเอฟได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจจีนที่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกเหลือ 7.75% จากเดิมให้ไว้ 8%
นางลาการ์ด ยังกล่าววิจารณ์สหรัฐอเมริกา กรณีการตัดลดใช้จ่ายจำนวนมากของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ในระยะเวลาที่เร็วเกินไป ถือเป็นการทำลายการเติบโตของเศรษฐกิจ เพราะสหรัฐอเมริกาถือเป็นจุดหนึ่งในหลายส่วนของโลกที่มีปัญหา และสหรัฐอเมริกาอยู่บนเส้นทางยาวไกลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลก
นางลาการ์ด ระบุว่าการรัดเข็มขัดหรือการตัดรายจ่ายของรัฐบาล ซึ่งไอเอ็มเอฟมองว่าดำเนินการไปไกลและเร็วเกินไปแล้ว แต่ยอมรับว่า สหรัฐอเมริกาในอนาคตช่วง 2 ปีข้างหน้าดูแล้วค่อนข้างเป็นบวก แต่ในระยะกลางถึงยาว คาดว่าจะเกิดการใช้จ่ายมากขึ้นในโครงการสาธารณสุขกับการประกันสังคมที่สำคัญ ทำให้สหรัฐอเมริกาเกิดการขาดดุลงบประมาณมากขึ้นเช่นกัน และเป็นการเพิ่มภาระหนี้ประเทศได้
หุ้นเอเชียดิ่งหนักสัปดาห์ที่สอง
ความกังวล ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะชะลอมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(คิวอี) ส่งผลให้นักลงทุนเทขายหุ้นทั่วเอเชีย รวมทั้งหุ้นไทยที่ปรับตัวลงต่อเนื่อง
ประเด็นถอนมาตรการคิวอีของเฟด สร้างแรกกดดันต่อตลาดเงินและตลาดทุน ตั้งแต่นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด กล่าวต่อสภาคองเกรสในวันที่ 22 พ.ค.นี้ ว่าเฟดอาจจะปรับลดขนาดมาตรการนี้ลงในการประชุมอีกไม่กี่ครั้งข้างหน้า
ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเอเชียวานนี้ (5 มิ.ย.) ร่วงลงอย่างหนัก โดยดัชนีหุ้นนิกเคอิ ดิ่งลงมากที่สุด 3.83% หรือลดลง 518.89 จุด ปิดที่ 13,014.87 จุด นักลงทุนผิดหวังมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลญี่ปุ่น ขณะดัชนีหุ้นหั่งเส็งของฮ่องกง ลดลง 0.97% หรือ 216.28 จุด ปิดที่ 22,069.24 จุด ส่วนดัชนีหุ้นจีนที่ตลาดเซี่ยงไฮ้ ลดลง 1.49 จุด ปิดที่ 2,270.93 จุด
ขณะที่ดัชนีหุ้นไต้หวัน ลดลง 0.91% หรือ 9.31 จุด ปิดที่ 8,181.91 จุด ส่วนดัชนีหุ้นนิวซีแลนด์ลดลง 0.45% หรือ 20.19 จุด ปิดที่ 4,453.59 จุด และดัชนีหุ้นฟิลิปปินส์ลดลง 1.73% หรือลดลง 115.58 จุด ปิดที่ 6,557.89 จุด
ส่วนตลาดหุ้นไทย ดัชนีปรับลดลงแรงตามตลาดต่างประเทศ จากความกังวลการหยุดใช้มาตรการคิวอี 3 ของสหรัฐ ปิดตลาดที่ระดับต่ำสุด 1,522.66 จุด ลดลง 32.95 จุด หรือ ลดลง 2.12% มูลค่าการซื้อขาย 50,717.88 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิต่อเนื่องอีกวัน 2,114.27 ล้านบาท
ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย โดยช่วงท้ายตลาดอยู่ที่ 30.55/59 จาก 30.55/58 ในช่วงเช้า ขณะที่ในตลาดต่างประเทศ (offshore) อยู่ที่ 30.53/55 จาก 30.53/57 ในช่วงเช้า
นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์กล่าวว่าเงินบาทอยู่ในทิศทางอ่อนค่า หลังจากผู้ลงทุนต่างชาติยังเข้าซื้อดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การร่วงลงของตลาดหุ้นไทย และตลาดหุ้นภูมิภาค ก็กดดันทิศทางของเงินบาทในช่วงนี้เช่นกัน
โบรกเกอร์เตือนระวังหุ้นขาลง
นายธวัชชัย อัศวพรชัย ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. โกลเบล็ก กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนมิ.ย. นี้ มีโอกาสปรับลดลง จากความกังวลชะลอหรือหยุดการใช้มาตรการคิวอี3ของสหรัฐ แม้ว่ายังไม่มีความชัดเจน แต่หากมีการชะลอจริงคาดว่าจะส่งผลทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม หาก ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีความชัดเจนในเรื่องมาตรการคิวอี อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติ กลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง และทำให้ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวในช่วงปลายเดือน
ในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติทยอยขายหุ้นไทยออกมาอย่างต่อเนื่อง คาดว่าเป็นการทำกำไรในระยะสั้น ขณะที่แนวโน้มการลงทุนของนักลงทุนในประเทศส่วนใหญ่ ยังคงชะลอการลงทุน เพื่อรอดูการประกาศผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2 ว่าจะออกมาในเชิงบวกตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์หรือไม่
"กลยุทธ์การลงทุน ยังคงแนะนำให้นักลงทุนหาโอกาสในการทยอยขายทำกำไร พร้อมติดตามสถานการณ์ในประเทศ ซึ่งมองว่าขณะนี้ไม่มีปัจจัยบวกในด้านใดมาสนับสนุน"
ชี้การเมืองในประเทศปัจจัยเสี่ยง
ด้าน นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล หัวหน้ากลยุทธ์การลงทุนและผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาดลูกค้าส่วนบุคคล บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวลดลงในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ และจะเริ่มแกว่งตัวในช่วงเดือนก.ค. เพราะยังติดแนวรับสำคัญที่ 1,500 จุด แต่เป้าหมายทั้งปีนี้ยังมีโอกาสเห็นแนวต้านที่ 1,750 จุด ดังนั้นในช่วงที่ดัชนีปรับตัวลดลงถึงแนวรับดังกล่าวแนะนำสามารถเข้าซื้อหุ้นได้
ทั้งนี้ ในช่วงเดือนส.ค.ให้นักลงทุนจับตาประเด็นการเมืองภายในประเทศประกอบการลงทุนอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงเปิดประชุมสภาสมัยสามัญในเดือนส.ค. เพราะแม้ว่าการประชุมในช่วงวันที่ 29-31 พ.ค. ที่ผ่านมา จะผ่านไปด้วยดีไม่มีการสอดแทรกกฎหมายที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายเข้าสู่การพิจารณา แต่นักลงทุนยังต้องติดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อาจมีโทษสูงสุดนำไปสู่การยุบพรรค และการไต่สวนกรณีโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ของศาลปกครองหากถูกล้มเชื่อว่าจะกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการบริหารประเทศของรัฐบาล
เฟดแคนซัสซิตี้แนะควรชะลอคิวอี
นางเอสเธอร์ จอร์จ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแคนซัสซิตี้ กล่าวว่า การชะลออัตราการเข้าซื้อพันธบัตรของเฟด ไม่ได้หมายความว่าเฟดคุมเข้มนโยบายการเงิน และการชะลอนี้จะช่วยให้ตลาดการเงินลดการพึ่งพานโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากเป็นพิเศษของเฟด
นางจอร์จกล่าวว่าสนับสนุนการชะลออัตราการเข้าซื้อพันธบัตรในฐานะที่เป็น "ขั้นตอนที่เหมาะสมขั้นตอนต่อไปสำหรับนโยบายการเงิน" โดยนางจอร์จซึ่งเป็นสมาชิกสายเหยี่ยวได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์โครงการเข้าซื้อพันธบัตรของเฟดมาโดยตลอด และได้ลงคะแนนเสียงคัดค้านโครงการนี้ในการประชุมเฟดทุกครั้งในปีนี้
นางจอร์จ กล่าวว่า "ประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่า การใช้เวลารอนานเกินไปในการยอมรับความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และในการเตรียมตลาดให้พร้อมรับนโยบายการเงินแบบปกติ เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงไม่น้อยไปกว่าการคุมเข้มนโยบายการเงินเร็วเกินไป"
ตลาดการเงินกำลังจับตาดูสัญญาณบ่งชี้ว่า เฟดจะชะลอมาตรการเข้าซื้อตราสารหนี้ในอัตรา 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน หรือไม่ หลังจาก นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด กล่าวต่อสภาคองเกรสในวันที่ 22 พ.ค. ว่า เฟดอาจจะปรับลดขนาดมาตรการนี้ลงในการประชุมอีกไม่กี่ครั้งข้างหน้า ถ้าหากเศรษฐกิจสหรัฐยังคงทวีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
นางจอร์จ กล่าวว่า "การชะลออัตราการเข้าซื้อตราสารหนี้ อาจเปรียบเทียบได้กับการผ่อนแรงกดคันเร่ง แต่ไม่ใช่การเหยียบเบรก โดยการปรับอัตราการซื้อในวันนี้อาจดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น"
เฟด ตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับใกล้ 0% นับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2008 และปรับเพิ่มขนาดงบดุลของเฟดขึ้นกว่า 3 เท่า สู่ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อกดดันต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวให้อยู่ในระดับต่ำ และกระตุ้นเศรษฐกิจกับการจ้างงาน









