วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.เตือนเงินไหลออกทำบาท'ป่วน'

ธปท.เตือนรับมือภาวะค่าเงินผันผวน หลังเงินไหลออกในเดือนพ.ค.เร็ว ส่งผลค่าบาทอ่อนค่าลงยืนเหนือ 30 บาทต่อดอลลาร์ เผยมาจาก 3 ปัจจัย

นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา มีเงินไหลออก ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ดังนั้นนักลงทุนต้องติดตามความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องจากภาวะผันผวน

"ตัวเลขเดือนพ.ค.เป็นภาวะเงินไหลออก ซึ่งเมื่อเงินบาทแข็งค่าถึงจุดๆ หนึ่ง ทุกคนรู้ว่ามันเร็วและแข็งมากไป จึงเห็นจุดเปลี่ยน ตลาดเองก็คงรู้ว่ามันไปต่อไม่ได้ ประกอบกับมีเรื่องมาตรการ และมีเรื่องอื่นๆ เข้ามา ทั้งสหรัฐและจีน ก็ทำให้ตลาดอ่อนลงเรื่อยๆ เพียงแต่ยังต้องติดตามต่อเนื่อง ช่วงนี้ตลาดจะผันผวนค่อนข้างมากจากข่าวที่เข้ามากระทบ" นางผ่องเพ็ญกล่าว

นางผ่องเพ็ญกล่าวว่าค่าเงินบาทไทยอ่อนค่าลงในช่วงนี้ มาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ ข่าวเรื่องการออกมาตรการดูแลค่าเงินของธปท.และกระทรวงการคลัง ตลอดจนข่าวตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้น จนนำไปสู่การตีความว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจยุติหรือลดปริมาณการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ลง รวมทั้งข่าวตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง

"ช่วงแรกๆ เงินบาทอ่อนจากการที่เราคุยกันเรื่องการออกมาตรการ ตอนหลังก็มีการออกประกาศกระทรวงการคลัง ทำให้นักลงทุนหวั่นไหว เพราะมองว่าเราเอาจริงและหากเกิดอะไรขึ้นเราก็พร้อมจะใช้ มาตอนหลังก็มีข่าวตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น ทำให้เงินบาทอ่อนมาอยู่ที่ 30.40 บาทต่อดอลลาร์ ดังนั้นคนที่ต้องการจะซื้อดอลลาร์ก็รีบกลับเข้ามาซื้อ ยิ่งทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง" นางผ่องเพ็ญกล่าว

ค่าเงินบาท/ดอลลาร์ในช่วงท้ายตลาดวานนี้ (4 มิ.ย.) อยู่ที่ 30.40 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบค่อนข้างกว้าง โดยแข็งค่าสุดระหว่างวันที่ 30.30 บาทต่อดอลลาร์ และอ่อนค่ามากสุดที่ 30.45 บาทต่อดอลลาร์

ทั้งนี้ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงตั้งแต่กลางเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากกระทรวงการคลังและธปท.เริ่มหารือมาตรการแก้ปัญหา และอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วหลังเฟดมีท่าทีลดวงเงินคิวอี

นางผ่องเพ็ญกล่าวว่านอกจากนี้ตัวเลขเศรษฐกิจจีนไตรมาสแรกที่ออกมาเติบโต 7.7% ก็มีผลต่อค่าเงินบาท เพราะนักลงทุนมองว่าการชะลอตัวดังกล่าวน่าจะเป็นของจริง และเริ่มห่วงว่าไตรมาส 2 จะชะลอลงกว่าไตรมาสแรก ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น อาจมีผลต่อเศรษฐกิจในภูมิภาค เนื่องจากเศรษฐกิจเอเชียมีความเชื่อมโยงกันค่อนข้างมาก และไทยก็ส่งสินค้าไปจีนค่อนข้างมาก

ปัจจัยดังกล่าวทำให้นักลงทุนเริ่มกลับมามองว่า ราคาสินทรัพย์ของไทยที่ปรับขึ้น เป็นราคาที่แพงไปหรือยัง ซึ่งนักลงทุนเริ่มดูเปรียบเทียบในเชิงผลตอบแทนมากขึ้น โดยถ้าดูจะเห็นว่าผลตอบแทนจากการลงทุน (ยีล) ในพันธบัตรของสหรัฐอายุ 10 ปีเริ่มปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2% เศษ จากเดิมที่เคยอยู่ที่ 1.7% ซึ่งเป็นระดับที่จูงใจมากขึ้นกว่าในอดีต ขณะที่พันธบัตรไทยอายุ 10 ปี ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 3% เศษ

สำหรับเงินทุนจากญี่ปุ่นหลังจากที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ใช้มาตรการคิวอีเช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกานั้น นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า จากข้อมูลของกระทรวงการคลังประเทศญี่ปุ่นพบว่า เงินที่ไหลออกจากญี่ปุ่นมาประเทศไทยในเดือนมี.ค.มีเพียงแค่ 200-300 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งเงินที่ไหลออกจากญี่ปุ่นไม่ได้มาประเทศไทยประเทศเดียว แต่ไหลเข้าหลายประเทศในภูมิภาค และมีที่ไปแถบลาตินอเมริกาด้วย

ถ้าดูเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเองพบว่า หลังบีโอเจผ่อนคลายมาตรการทางการเงิน กลับพบว่าเงินไหลเข้าญี่ปุ่น มากกว่าที่ไหลออกด้วย โดยเฉพาะไหลเข้าในตลาดหุ้นนิกเคอิ สะท้อนจากดัชนีตลาดหุ้นนิกเคอิที่ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 50% นับตั้งแต่ต้นปี จะมีเพียงช่วง 1-2 สัปดาห์นี้เท่านั้น ที่ดัชนีนิกเคอิปรับลดลงมาบ้างราว 10%

"หลังญี่ปุ่นทำคิวอี มันกลับกลายเป็นว่าเงินไหลกลับญี่ปุ่นมากกว่าที่จะออกมา เพราะคนมองว่ามาตรการของบีโอเจจะช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนดีขึ้นด้วย เลยมีเงินไหลกลับไปลงทุนในตลาดนิกเคอิกันมาก" นางผ่องเพ็ญกล่าว

นอกจากนี้ นางผ่องเพ็ญ ยังกล่าวถึง การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในเดือนเม.ย.ที่มียอดกว่า 3.3 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงสุดในรอบ 17 ปีด้วยว่า การขาดทุนดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นผลจากการนำเข้าที่มากกว่าการส่งออก และจากความรู้สึกโดยการดูผ่านตัวเลข เชื่อว่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นนี้ เป็นการนำเข้าเพื่อมาลงทุนซึ่งจะช่วยสร้างศักยภาพและรายได้กลับมาในอนาคต