เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ลุ้นรายได้ต่างประเทศขยับเร็วกว่าที่คาด พร้อมประกาศเตรียมเทคฯธุรกิจค้าส่งระดับพรีเมี่ยมในไทยปีนี้ คงเป้ารายได้โต 20%
นางสุจิตร วิชยศึกษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริหารการลงทุน บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) กล่าวว่า ไตรมาสแรกปีนี้บริษัทมีรายได้จากธุรกิจต่างประเทศเข้ามาในสัดส่วนที่สูงขึ้นเป็น 15% โดยมาจากการเข้าไปซื้อกิจการบริษัทไทอัน ในเวียดนาม ดำเนินธุรกิจค้าปลีกและศูนย์กระจายสินค้า ซึ่งไตรมาสแรกรับรู้เพียง 20 วันเท่านั้น และไตรมาส2 ปีนี้ จะสามารถรับรู้ได้ตามสัดส่วนที่ถือหุ้น 65%ของยอดขายที่อยู่ในระดับ 3 พันล้านบาท โดยบริษัทคงเป้ารายได้โตปีนี้ 20%
"สัดส่วนรายได้ต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นเร็วมาก ขึ้นอยู่กับการเข้าไปซื้อกิจการ หากสามารถปิดดีลที่อยู่ระหว่างเจรจาในต่างประเทศได้อีก 2-3 ดีลในปีนี้ บริษัทจะมีสัดส่วนรายได้ต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น หรืออาจจะเร็วกว่าที่ตั้งเป้าไว้ระดับ 50%ในอีก 5 ปี บริษัทมีความต้องการที่จะขยายธุรกิจในแถบภูมิภาคอาเซียนเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงในแต่ละธุรกิจ เมื่อมีการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน"ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่กล่าว
เธอกล่าวว่า การลงทุนในต่างประเทศ จะเน้นการหาพันธมิตรท้องถิ่น โดยปีนี้บริษัทจะเข้าไปลงทุนในลาว และเวียดนาม ซึ่งมีดีลการเจรจาที่เข้าไปซื้อกิจการประมาณ 3 ดีล เช่นธุรกิจสะดวกซื้อ 1 ราย คาดจะสรุปให้ได้ภายในปีนี้ ขณะที่การลงทุนในประเทศอยู่ระหว่างเจรจาเทกโอเวอร์ 2-3 ดีล และคาดจะสรุปได้ภายในปีนี้ ซึ่งธุรกิจที่อยู่ระหว่างเจราจาเป็นค้าส่งระดับพรีเมียม หรือธุรกิจที่มีลักษณะเดียวกับ แม็คโคร ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณรอบนอกกรุงเทพฯ อยู่ระหว่างเจรจายังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้
ขณะที่บริษัทมีแผนจะเปิดสาขาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ สาขาแรกประเดิมในเดือนก.ค.นี้ และปีหน้าตั้งเป้าจะเปิดสาขาให้ครบ 20 สาขาในปีหน้า โดยสาขาที่เปิดจะมีลักษณะเหมือนบู๊ทส์ หรือวัตสัน แต่จะมีความแตกต่างกัน เช่น มีเภสัชกร ตรวจให้คำแนะนำในการรักษา หรือกิจกรรมตรวจสุขภาพเพิ่มเติม
บริษัทเตรียมงบลงทุนไว้ไม่เกิน 8 พันล้านบาท ซึ่งมาจากวงเงินที่บริษัทสามารถกู้เงินจากสถาบันการเงิน โดยเงินลงทุนจะกระจายไปใช้ในการลงทุน 3 ส่วน ได้แก่ การเปิดพรีเมียมแวร์เฮ้าส์ หรือธุรกิจค้าส่งระดับพรีเมียมที่ยังไม่เคยมีในไทย ครอบคลุมสินค้าทุกประเภทจับกลุ่มลูกค้าระดับบน และยังมองการร่วมกับพันธมิตรที่จะเปิดในต่างประเทศทั้งเวียดนามและลาว รวมทั้งสิ้น 3 แห่งเพื่อธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์ 1 แห่งในปีนี้ โดยอยู่ระหว่างการเจรจาพันธมิตรในเวียดนามและลาว และดำเนินการเปิดธุรกิจร้านขายยาและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ 8 สาขา และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 20 สาขาในปีหน้า
บริษัทยังไม่มีแผนปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้น แต่ไตรมาสแรกปีนี้ บริษัทได้ปรับราคาสินค้าประเภทขวดแก้วขึ้นมา 4-5 % ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนให้ผลประกอบการของบริษัทเติบโตได้ดี ส่วนกรณีที่กำไรก่อนหักภาษีและค่าเสื่อม ดอกเบี้ย ปรับลดลงมาก เพราะได้รับผลกระทบจากการเพิ่มงบประมาณในการโฆษณาประชาสัมพันธ์มากกว่าปีก่อนๆ เพราะธุรกิจจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคมีการแข่งขันรุนแรง การเพิ่มงบโฆษณาเพื่อที่จะรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้เป็นเรื่องสำคัญ
ล่าสุดเมื่อวานนี้ (4 มิ.ย.) เบอร์ลี่ยุคเกอร์ ปิดตลาดที่ระดับ 58 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มีมูลค่าการซื้อขาย 246.8 ล้านบาท









