วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โมเดลสร้างคนสร้างงาน ‘ศูนย์การเรียน S&P’

การขยายใหญ่ของ เอส แอนด์ พี ธุรกิจร้านอาหารและเบเกอรี่ เต็มไปด้วยก้าวย่างของการเติบโตไปพร้อมกับโอกาสธุรกิจที่เปิดกว้าง

กิ่งก้านสาขาที่แตกหน่อออกผล จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องต้องอาศัยพละกำลังจากทีมงานเป็นจำนวนมากในการขับเคลื่อนธุรกิจ ไม่นับรวมกับการเปิดฉากอย่างเป็นทางการของประชาคมอาเซียน ยิ่งเป็นการเปิดตลาดใหม่ๆ ให้กับธุรกิจปากท้องได้เป็นอย่างดี
ภัทรา ศิลาอ่อน ผู้บริหาร เอส แอนด์ พี เล็งเห็นความสำคัญของธุรกิจที่ต้องขยายเมื่อโอกาสเปิดกว้าง เพราะใน 3 ปีจากนี้จะได้เห็น เอส แอนด์ พี กระจายไปในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรที่จะมาเป็น “คนในครอบครัวเอส แอนด์ พี” ด้วยเช่นกัน
ศูนย์การเรียนบริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) หนึ่งในโมเดลต้นแบบการสร้างโอกาส สร้างงาน สร้างคน ของ เอส แอนด์ พี ที่นำร่องไปแล้วอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
จากจุดเริ่มต้นแนวคิดที่ต้องการเสริมความรู้ให้กับพนักงาน ในปี 2545 กับการเรียนการสอนในรูปแบบการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) เปิดสอนในระดับประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปีที่ 3 และ ปีที่ 6
ต่อมาได้จัดการเรียนการสอนในระบบทวิภาคี สาขาวิชาพาณิชยการ สาขางานธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจอาหาร และช่างไฟฟ้า ก่อนที่ในปี 2549 จึงได้ริเริ่มการศึกษาในรูปแบบโครงการทวิสรรหา รับนักเรียนต่างจังหวัดที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เข้ามาเรียนในระบบทวิภาคี
การจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาเริ่มพัฒนาไปทีละก้าวเป้าหมายเพื่อพัฒนาพนักงานในเครือ และผลิตบุคลากรที่ต้องการทำงานในสายธุรกิจอาหารและบริการ
“เราเน้นการสร้างคน และ สร้างดีเอ็นเอของ เอส แอนด์ พี ไปพร้อมกัน” สุภาวดี หุตะสิงห Director Corporate Affairs & Learning Center บอกถึงแนวทางการพัฒนาคน และ สร้างพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ของ เอส แอนด์ พี สำหรับวันนี้ และในอนาคต
การจัดการศึกษาของ เอส แอนด์ พี แบ่งออกเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่ ศูนย์การเรียน เปิดสอน เปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ใน 2 ประเภทวิชา คือ สาขางานธุรกิจค้าปลีก และ สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ สาขางานอาหารและโภชนาการ เป็นการเรียน 2 วัน ฝึกงานในร้าน 4 วัน ต่อสัปดาห์ โดยเปิดรับผู้ที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เข้ามาเรียนแบบระบบทวิภาคี
“สิทธิประโยชน์ที่ได้รับระหว่างเรียน ฟรี ค่าธรรมเนียมการเรียนตลอด 3 ปีการศึกษา อาหารกลางวัน 2 มื้อ ในวันเรียนภาคปฏิบัติ และอาหารกลางวันในวันเรียนภาคทฤษฎี เครื่องแบบนักเรียน หอพักนักเรียน 1 ภาคเรียน (เฉพาะภาคเรียนที่ 1) ที่สำคัญคือ มีเบี้ยเลี้ยงให้ในวันเรียนภาคปฎิบัติ”
สิ่งที่เป็นหัวใจของกระบวนการเรียนรู้ คือ ศักยภาพของผู้เรียน และเป้าหมายของการได้งานทำ
เห็นได้ว่า “ความยาก” ของการศึกษาก็คือ ทำอย่างไรให้ผู้เรียนเมื่อจบออกไปแล้วได้งานทำ และมีอาชีพ ศูนย์การเรียนฯ มองตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ และพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ เช่นในสาขาธุรกิจค้าปลีก สิ่งที่เรียนได้แก่ ภาษาไทยเพื่ออาชีพ ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร วิทยาศาสตร์พื้นฐาน วิถีธรรมวิถีไทย การเงินส่วนบุคคล ธุรกิจค้าปลีก การสุขาภิบาลอาหาร คอมพิวเตอร์เพื่องานอาชีพ เป็นต้น
นอกจากความรู้ที่จะได้รับจากการเรียนในภาคทฤษฎีแล้วในส่วนของการพัฒนาทักษะอาชีพ จากจำนวน 4 วันต่อสัปดาห์ จะเป็นทั้งการเรียนรู้ในสายอาชีพแล้ว ยังเป็นการพัฒนาด้าน Soft Skill ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น การสื่อสาร การให้บริการ และอื่นๆ เมื่อจบออกไปแล้วก็พร้อมที่จะทำงานได้ทันที
“เด็กบางคน สามารถเก็บเงินแล้วส่งไปให้ผู้ปกครองได้ระหว่างเรียน จากเบี้ยเลี้ยงที่ได้จากการทำงานในร้าน อาจจะเป็นจำนวนเงินที่ไม่มากนัก แต่เป็นการเรียนรู้ถึงคุณค่าการทำงาน รู้จักวางตัวเองในสังคมรุ่นพี่ รุ่นน้องในที่ทำงาน”
ถึงวันนี้ศูนย์การเรียนฯ ผลิตบุคลากรสำเร็จไปแล้ว 3 รุ่น โดยในปี 2557 จะมีผู้จบการศึกษา 70 คน และ ในปี 2558 อีกประมาณ 200 คน
โดยตั้งเป้าว่าในปี 2559 จะผลิตนักศึกษาได้ประมาณ 200-300 คนต่อปี
การจะเดินไปถึงระดับนั้นได้ สุภาวดี วาดภาพถึงโมเดลการจัดเรียนในสาขาภูมิภาค ซึ่งเป็นความตั้งใจที่จะขยายสาขาให้ครอบคลุมต่างจังหวัดให้มากขึ้น โดยอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในส่วนนี้
ภารกิจการพัฒนาบุคลากรใหม่ๆ ยังคงเดินหน้าสำหรับศูนย์การเรียนฯ ผู้ที่เรียนจบจะเริ่มเข้าสู่ระบบการทำงาน เรียนรู้งาน เพื่อพัฒนาตัวเองให้เติบโตไปตามสายงาน เริ่มจาก การทำลองงาน พนักงานระดับต้น พนักงานระดับกลาง หัวหน้าหน่วย ไปจนถึง หน่วยหน้าหน่วยอาวุโส
“ทุกคนสามารถเติบโตในสายอาชีพไปทีละขั้น ค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละ Process แล้วที่สุดก็จะกลายเป็นแรงงานที่มีทักษะสูงในธุรกิจอาหารและเบเกอรี่”
การพัฒนาคนไม่ใช่เรื่องที่ทำกันในระยะเวลาสั้นๆ แล้วเล็งถึงผลได้ในทันที สุภาวดี คลุกคลีในระบบการศึกษาและพัฒนาบุคลากรรู้ดีในประเด็นนี้ โดยบอกว่า สิ่งที่ยากและท้าทายอยู่ที่ Generation ของเด็กยุคใหม่
จากที่ "บริษัท" เป็นฝ่ายเลือก วันนี้ "คน" ต่างหากที่เป็นฝ่ายเลือก "บริษัท" และ "งาน"
เมื่อเข้าใจแล้วก็ต้องดำเนินการ เน้นทำความเข้าใจกับเด็กรุ่นใหม่ให้มาก ๆ การทำหน้าที่ของครูผู้สอนเองก็ต้องไม่ทำตัวโบราณจนเกินไป แต่ให้ความเป็นกันเอง และเป็นที่ปรึกษาได้ และที่สำคัญก็คือ การอบรมให้ความรู้ด้านการใช้ชีวิต และจิตวิทยาการใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบัน
หากให้ประเมินผลงานที่ทำมา สุภาวดี บอก นักเรียนที่ผลิตจากศูนย์การเรียนฯ ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของธุรกิจที่ขยายตัว ซึ่งก็คงต้องเร่งมองถึงการขยายไปสู่ภูมิภาค
อย่างไรก็ดี การรักษาคน(เก่า) เอาไว้ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
แม้ว่าการดูแลพนักงานอย่างใกล้ชิด จะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่ก็คุ้มค่าสำหรับทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ และอยู่กับเราไปนานๆ