“มูลนิธิพระมหาไถ่ฯ ฉีกโมเดลองค์กรการกุศล สู่กิจการเพื่อสังคม

“มูลนิธิพระมหาไถ่ฯ ฉีกโมเดลองค์กรการกุศล สู่กิจการเพื่อสังคม

พวกเขาคือองค์กรสาธารณะประโยชน์ที่มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิการและอยู่ได้ด้วยเงินบริจาคทว่าในวันนี้ได้ปรับสู่กิจการเพื่อสังคมเต็มตัว

ค่าใช้จ่ายมากกว่า 70 ล้านบาทต่อปี คือ ตัวเลขก้อนใหญ่ที่ใช้ขับเคลื่อน “มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

พวกเขา คือ องค์กรสาธารณะประโยชน์ จัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2543 โดย คุณพ่อเรย์มอนด์ เบรนเนน ซึ่งคนที่นี่ขนานนามว่า “คุณพ่อเรย์” มีภารกิจสำคัญ คือ ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ

ที่คุ้นกันดีก็โรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ พัทยา ซึ่งเปิดดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 ทำหน้าที่จัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาความสามารถคนพิการให้ตรงกับความต้องการในตลาดงาน ผลิตแรงงานคุณภาพไปแล้วกว่า 3,000 คน
นอกจากนี้ ยังมีศูนย์คนพิการพระมหาไถ่ ให้บริการแนะแนวอาชีพ ฝึกทักษะและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าทำงาน และศูนย์พิทักษ์สิทธิที่ดำเนินการติดตามภาครัฐ เพื่อสนับสนุนให้คนพิการได้รับสิทธิและสวัสดิการตามกฎหมาย

ในขณะที่อุดมการณ์ยังเดินหน้า แต่หลายปีที่ผ่านมาพวกเขาก็ต้องเจอกับบททดสอบแสนหนัก เมื่อเงินบริจาคจากแหล่งทุนทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อการดำเนินงานของมูลนิธิฯ

“คุณพ่อเรย์ ท่านเสียไปเมื่อ 10 ปี ที่ผ่านมา สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ เงินบริจาคเกิดปัญหาสะดุด เราใช้เงินทุนที่คุณพ่อสะสมไว้ให้ติดลบทุกปี จึงปรึกษากันว่า ถ้าเป็นอย่างนี้คงต้องปิดมูลนิธิฯ แน่ เลยต้องหาวิธีลดค่าใช้จ่าย แต่ก็แค่พออยู่ได้เท่านั้น ไม่ติดลบ แต่สะสมยาก ยังต้องออกแรงพยายามทุกปีๆ”

นั่นคือ เหตุผลที่ “บาทหลวงพิชาญ ใจเสรี” ประธานกรรมการ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ เกิดความคิดที่จะปรับตัวเป็น “กิจการเพื่อสังคม” (Social Enterprise : SE) เพื่อหาทางให้มูลนิธิฯ อยู่ได้ อยู่รอด มีรายได้สม่ำเสมอและมั่นคง สามารถสานต่องานเพื่อคนพิการไปได้...ไม่สะดุด

เมื่อเห็นแสงสว่างตรงปลายอุโมงค์ พวกเขาจึงหอบแผนธุรกิจ ไปนำเสนอเหล่านักลงทุนใน “วันนักลงทุนเพื่อสังคม” (Social Investor Day) ที่จัดโดยสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคม (สกส.) เมื่อเดือนที่ผ่านมา ประกาศความพร้อมเป็นผู้ประกอบการสังคมอย่างเต็มตัวในวันนี้

“มานพ เอี่ยมสะอาด” ผู้จัดการมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ กางแผนธุรกิจฉบับมูลนิธิพระมหาไถ่ฯ ที่เกิดจาก “ต้นทุน” ที่พวกเขามีอยู่ล้วนๆ

“แต่ละหน่วยธุรกิจที่เราทำ ล้วนเป็นธุรกิจที่มีอยู่แล้ว หรืออยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอน นี่คือโอกาสในการทำธุรกิจเพื่อสังคม”

เขาบอกถึงจุดเริ่มต้นที่ดูไม่ยากเกินไปสำหรับมือใหม่ในเวทีผู้ประกอบการสังคม ที่สำคัญยังคงตอบอุดมการณ์เพื่อสร้างอาชีพให้กับคนพิการได้ในทุกหน่วยธุรกิจ

เริ่มจาก RAY BAKERY ซึ่งพัฒนารูปแบบมาจากร้าน FRIEND CAF? ร้านเบเกอรี่ที่ดำเนินงาน ผลิต และจำหน่ายโดยผู้พิการภายใต้มูลนิธิฯ ก่อตั้งขึ้นหลังมีอาสาสมัครชาวต่างชาติเข้ามาคิดสูตรและสอนทำเบเกอรี่ ให้กับผู้พิการ

โดยโมเดลธุรกิจเบเกอรี่ เน้นขายผ่าน 3 ช่องทาง คือ บริการในงานอบรมสัมมนา ซึ่งพัทยาถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานสัมมนาอยู่บ่อยครั้ง ตลอดจนจำหน่ายในร้านกาแฟในพัทยา และจำหน่ายที่มูลนิธิฯ เน้นการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อท้องถิ่นเพื่อให้ RAY BAKERY เป็นที่รู้จักในตลาดนี้

ธุรกิจต่อมา คือ RAY CALL CENTER บริการคอลเซ็นเตอร์จากผู้พิการ ซึ่งผ่านการอบรม ให้ความรู้และฝึกทักษะการให้บริการคอลเซ็นเตอร์ รองรับลูกค้าทั้งภาครัฐ และเอกชน ตลอดจนหน่วยงานที่ใช้เลขหมายพิเศษ รับเรื่องร้องเรียน บริษัทที่ใช้ระบบสื่อสาร เหล่านี้ เป็นต้น

“เรามีหลักสูตรคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้พิการที่มาเรียนที่มหาไถ่ฯ ใช้คอมพิวเตอร์เป็น และมีหลักสูตรการจัดการธุรกิจภาคภาษาอังกฤษ ที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษเลย บวกกับการเป็นคนช่างพูดช่างคุย จึงมองว่าน่าจะเหมาะกับอาชีพคอลเซ็นเตอร์ ที่สำคัญสำหรับผู้พิการรุนแรง ที่บางคนอาจต้องนอนอยู่กับบ้าน ก็สามารถทำงานนี้ที่บ้านได้”

ต่อมาคือ RAY IT CENTER ที่พัฒนามาจากศูนย์ซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเดิมมูลนิธิฯ ตั้งใจให้เป็นสถานที่ฝึกทักษะและสร้างอาชีพให้กับนักเรียนที่เรียนจบ แต่เมื่อนักเรียนสามารถพัฒนาซอฟท์แวร์ และพัฒนาระบบให้กับธุรกิจได้ จึงยกระดับมาเป็น RAY IT CENTER รองรับความต้องการที่หลากหลายขึ้น

“นี่จะเป็นศูนย์บริการด้านไอทีครบวงจร เราสามารถทำซอฟแวร์ ระบบจองตั๋ว ระบบข้อมูลต่างๆ ได้ และดำเนินการโดยผู้พิการ”

ขณะที่ RAY SELECTIONS พัฒนารูปแบบมาจากตลาดกลางสินค้าคนพิการ ซึ่งเดิมจะช่วยรับซื้อสินค้าจากเครือข่ายผู้ผลิตที่พิการมาจำหน่ายที่ร้าน แต่ประสบปัญหาเพราะต้องใช้เงินลงทุนสูง ทั้งยังไม่ได้ผลิตสินค้าตามความต้องการของลูกค้า จึงพัฒนามาเป็นธุรกิจ ทำหน้าที่เชื่อมโยงความต้องการของลูกค้ากับเครือข่ายผู้ผลิตสินค้าด้วย

“คนพิการได้รับการส่งเสริมให้ผลิตพวกสินค้าต่างๆ เต็มไปหมด ทำได้ แต่จะไปขายที่ไหน นี่คือปัญหา เราเลยเปิดเป็นตลาดกลางสินค้าคนพิการขึ้นมา เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า และเจรจากับธุรกิจเพื่อทำเป็นสินค้าพรีเมียม เหล่านี้เป็นต้น”

RAY SECONDHAND ที่พัฒนามาจากศูนย์ขยะรีไซเคิล โดยมูลนิธิฯ จะจำหน่ายสินค้ามือสองที่ได้รับมาจากการบริจาค มีหน้าร้านอยู่ที่มูลนิธิฯ และในเว็บไซต์ และเปิดรับบริจาคสินค้าที่มีมูลค่าจากคนใจดีทั่วประเทศ

ปิดท้ายกับ RAY RESORT ที่ปรับปรุงพื้นที่และพัฒนามูลนิธิฯ ให้เป็นห้องพักและห้องอบรมสัมมนา โดยเปิดโอกาสให้ผู้พิการได้เข้าทำงาน ที่สำคัญจุดขายของที่นี่ คือ ถูกออกแบบสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุที่นั่งรถเข็นให้สามารถใช้บริการรีสอร์ท ได้อย่างสะดวกสบายด้วย

“ทั้ง 6 ธุรกิจ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 19 ล้านบาท และคาดกำไรสุทธิต่อเดือนที่ประมาณ 5 แสนบาท รวมกำไรสุทธิต่อปี ประมาณ 6 ล้านบาท ซึ่งในอีก 3-5 ปีข้างหน้า คาดว่าจะสามารถรองรับค่าใช้จ่ายของมูลนิธิฯได้ประมาณ 50%”

เขาบอกนักลงทุน หลังนำเสนอแผนธุรกิจ โดยทิ้งความมุ่งหวังในการปรับตัวจากองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร สู่กิจการเพื่อสังคมอย่างเต็มใบ

“ถ้าสามารถทำเป็นธุรกิจเพื่อสังคมได้ กลายเป็นหน่วยงานที่หารายได้มาส่งเสริมองค์กรของเรา ก็จะสามารถพัฒนาผู้คนพิการ เด็กเร่ร่อน เด็กกำพร้า ฯลฯ ได้อย่างเต็มที่ จากรายได้ที่เข้ามาส่งเสริมและสนับสนุนการทำงานของเราเอง”

หนึ่งตัวอย่างการปรับตัว เพื่อการทำงานภาคสังคมอย่างยั่งยืน ด้วยโมเดลกิจการเพื่อสังคม