วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟันธงกนง.หั่นดอกเบี้ย0.25%พยุงเศรษฐกิจ

ผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ ส่วนใหญ่คาด กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุม 29 พ.ค.นี้ เหตุตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกต่ำกว่าคาด

"กรุงเทพธุรกิจ" สำรวจความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ จากสำนักวิจัยทางเศรษฐกิจรวม 14 แห่ง พบว่าส่วนใหญ่มองว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 29 พ.ค.นี้ กนง.จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 2.5% ขณะอีก 4 แห่ง เชื่อว่า กนง. ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่เดิม 2.75%เนื่องจากกังวลหนี้ภาคครัวเรือน

น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่าการประชุม กนง. ในวันที่ 29 พ.ค.นี้ เชื่อว่า กนง. จะตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เพราะถ้าดูตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่ออกมาถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ และมีความเป็นไปได้สูงที่ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 จะต่ำกว่าไตรมาสแรก

"โดยปกติแล้วช่วงไตรมาส 2 จะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจมักชะลอตัวลงกว่าไตรมาสแรก ประกอบกับโครงการลงทุนของรัฐที่เราหวังกัน ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะออกมาได้ ในขณะที่การบริโภค การลงทุนภาคเอกชนก็เริ่มชะลอลง ถ้าสังเกตจะเห็นว่าเศรษฐกิจเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น ก็เริ่มแผ่ว ดังนั้นจากเศรษฐกิจที่มีสัญญาณชะลอตัว ก็น่าจะนำไปสู่ความจำเป็นที่ กนง. ต้องตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงมา" น.ส.อุสรา กล่าว

นอกจากนี้ถ้าดูความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อนั้น จะเห็นว่าแรงกดดันในส่วนนี้ลดลงไปมาก ซึ่งถ้าดูดอกเบี้ยแท้จริงในขณะนี้ก็เริ่มกลับมาเป็นบวกประมาณ 0.35% ยิ่งในส่วนของดอกเบี้ยแท้จริงที่หักกับเงินเฟ้อพื้นฐานนั้นเป็นบวกถึง 1.65% ทั้งหมดนี้เอื้อให้ กนง. ตัดสินใจลดดอกเบี้ยลงได้ โดยมองว่าเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปีในปีนี้จะอยู่ที่ 2.5% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.2%

ชี้หนี้ครัวเรือนเสี่ยงสูงลดดอกเบี้ยไม่มาก

ด้านนายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัยสายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองเช่นเดียวกันว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ กนง. จะตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25-0.5% เพราะตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมา ส่งสัญญาณชะลอตัว เพียงแต่การลดดอกเบี้ยอาจมีประเด็นที่ ธปท. ต้องติดตาม คือ ความเสี่ยงเรื่องของฟองสบู่ และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง

"ผมคิดว่ากว่า 60% กนง. คงลดดอกเบี้ยลง ซึ่งถ้าลดก็คงลด 0.25-0.5% แต่การจะหวังให้ลดถึง 1% คงเป็นไปไม่ได้ เพราะความเสี่ยงในเรื่องฟองสบู่และหนี้ครัวเรือนที่สูงยังมีอยู่ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนนั้นแบงก์รัฐปล่อยสินเชื่อในส่วนนี้ออกมาค่อนข้างมาก พวกนี้ยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องระวัง" นายบันลือศักดิ์ กล่าว

บริโภคลดลงแต่สินเชื่อเพิ่ม

เช่นเดียวกับ นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ที่ประเมินว่า กนง. น่าจะตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ด้วยเหตุผลเดียวกันคือตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมา แม้โดยรวมยังไม่เลวร้ายเกินไปนัก แต่เป็นตัวเลขซึ่งต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะตัวเลขการอุปโภคบริโภค ถ้าหักการบริโภครถยนต์ออกไป จะเห็นว่าตัวเลขโดยรวมลดลงไปค่อนข้างมาก

"ตัวเลขที่ สศช. ประกาศออกมามีสัญญาณที่น่ากังวลในส่วนของการบริโภค เชื่อว่า กนง. ก็คงนำส่วนนี้มาดู เพราะถ้าหักการบริโภครถยนต์ออกไป การบริโภครวมถือว่าอ่อนแอลงมาก มีหลายตัวที่ลดลงหรือติดลบเลยก็มี สะท้อนจากยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือการนำเข้าสินค้าบริโภคที่ลดลงไปมาก ซึ่งถ้าการบริโภคอ่อนแอลงมาก อาจทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ลดต่ำลงไปด้วย เพราะไตรมาสดังกล่าวยังต้องเพิ่งพิงการบริโภคอยู่มาก เนื่องจากส่งออกยังไม่น่าฟื้นกลับมาได้" นายเบญจรงค์ กล่าว

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้เช่นกันที่ กนง. อาจตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อน เพราะถ้าดูตัวเลขการเติบโตของสินเชื่อถือว่ายังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลที่โตกว่า 20% ซึ่งประเด็นนี้ทาง ธปท. เองก็ค่อนข้างเป็นห่วง

เกียรตินาคินคาดลดดอกเบี้ย 0.25%

นายปิยะศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและวางแผน ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กนง.น่าจะตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในการประชุมรอบนี้ เพราะตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่ออกมาส่งสัญญาณชะลอตัวลงมากกว่าที่คาด โดยเฉพาะตัวเลขอุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน

"เรามองตัวเลขทั้งปีโต 4.5% ซึ่งตัวเลขไตรมาสแรกที่ สศช. ประกาศออกมาที่ 5.3% ถือเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าที่คาดไว้ เพราะเราเชื่อว่าไตรมาสแรกของปีนี้จะเป็นไตรมาสที่เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ดีที่สุด ดังนั้นถ้าจะให้เฉลี่ยทั้งปีสูงกว่า 4.5% ตัวเลขที่ออกมาควรต้องสูงกว่านี้" นายปิยะศักดิ์ กล่าว

ห่วงลงทุนภาคเอกชนต่ำ

นายปิยะศักดิ์กล่าวอีกว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ การลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตเพียง 3.1% ถือเป็นตัวเลขค่อนข้างต่ำ เพราะตลอดช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตด้วยการลงทุนและการบริโภคภายในประเทศ ดังนั้น หากการลงทุนภาคเอกชนส่งสัญญาณชะลอตัว โดยเฉพาะในช่วงที่การส่งออกยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ อาจทำให้เศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือของปีนี้เติบโตได้น้อยกว่าที่คาด จึงเชื่อว่า กนง. จะตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังมองว่า เงินเฟ้อเองก็ไม่ได้มีแรงกดดัน จะเห็นว่าเงินเฟ้อทั่วโลกเริ่มชะลอลง ทำให้ความกังวลในส่วนนี้ลดลงตามไปด้วย ในขณะที่ธนาคารกลางอื่นหลายประเทศก็เริ่มทยอยปรับลดดอกเบี้ยลงมา

ทิสโก้คาดคงดอกเบี้ยเหตุ ศก. ยังโตได้

นายกำพล อดิเรกสมบัติ เศรษฐกรอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า กนง. น่าจะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.75% แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่ประกาศออกมาที่ 5.3% จะเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าสำนักวิจัยหลายแห่งคาดการณ์เอาไว้ แต่ตัวเลขโดยรวมถือว่าไม่ได้ต่ำมากนัก

"ตัวเลขยังอยู่ในศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงไม่เห็นความจำเป็นที่ กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงในรอบนี้"

ชี้'หนี้ครัวเรือน-สินเชื่อ'พุ่งปัจจัยเสี่ยง

นอกจากนี้ ตัวเลขการส่งออกในเดือน เม.ย. ล่าสุดที่เพิ่งประกาศออกมา เพิ่มขึ้น 10.2% สูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ สะท้อนให้เห็นว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้เลวร้ายเกินไป อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะความเสี่ยงเรื่องหนี้ครัวเรือนและสินเชื่อที่เติบโตค่อนข้างมาก

"ดูแล้วเศรษฐกิจไทยยังโตได้ในระดับหนึ่ง อีกทั้งยังมีความเสี่ยงซึ่งแบงก์ชาติให้ความกังวลอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือน หรือสินเชื่อภาคครัวเรือนที่ค่อนข้างสูง" นายกำพล กล่าว