วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตัวเลขศก.เถียงกันไม่จบ ผู้ใช้คือคนตัดสิน

วิวาทะตัวเลขเศรษฐกิจสภาพัฒน์-แบงก์ชาติ เถียงกันไม่มีวันจบ...ผู้ใช้คือคนตัดสินความถูกต้อง

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรก และแนวโน้มทั้งปี 2556 ซึ่งกำลังกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ว่า สศช."กด"ตัวเลขเพื่อหวังให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) นำไปพิจารณาลดดอกเบี้ยนโยบาย

แต่จะเป็นจริงตามข้อกล่าวหาหรือไม่นั้น ยังต้องมีการตรวจสอบและการตรวจสอบสามารถเปรียบเทียบได้จากตัวเลขเศรษฐกิจของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่แถลงตัวเลขมาก่อนหน้านั้น

การวัดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) อาจสรุปได้ง่ายๆมี 2 วิธี ดังนี้

วัดรายจ่าย (Expenditure Approach) ที่จ่ายให้สินค้าและบริการขั้นสุดท้าย

ดังนั้น จีดีพี = รายจ่ายบริโภค + รายจ่ายลงทุน + รายจ่ายรัฐบาล + การค้าต่างประเทศ

หรือ GDP = Consumption + Investment + Government spending + (exports - imports)

วัดรายได้ (Resource Cost - Income Approach) จากการขายสินค้าและบริการขั้นสุดท้าย

GDP = ค่าจ้างและเงินเดือนลูกจ้าง + รายได้เจ้าของธุรกิจส่วนตัว + กำไรของบริษัท (รายได้ผู้ถือหุ้น) + ดอกเบี้ย (รายได้เจ้าหนี้) + ค่าเช่า (รายได้เจ้าของสินทรัพย์) + ภาษีธุรกิจทางอ้อม + ค่าเสื่อมราคา + รายได้สุทธิของคนต่างชาติในประเทศ

วิธีการหลังไม่เป็นที่นิยมเพราะวัดยาก ดังนั้น จึงนิยมใช้วิธีแรก คือ การวัดจากรายจ่าย แต่อย่างไรก็ตาม จีดีพีเป็นเพียงตัวเลขวัดเศรษฐกิจโดยภาพรวมเท่านั้น แต่อาจมีประเด็นทางเศรษฐกิจอีกมากแม้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี

ดังนั้น หากต้องการตรวจสอบตัวเลขของสศช.ว่า จีดีพีที่คำนวณได้นั้นมาจากไหน ก็ต้องไปดูรายละเอียดตามรายการของสมการข้างต้น และดูว่า ข้อมูลที่สศช.นั้น "เอามาจากไหน" และเทียบเคียงกับหน่วยงานอื่นที่ใช้ข้อมูลเดียวกันในการประเมิน คือ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ซึ่งทั้งสองหน่วยงานนี้ได้แถลงภาวะเศรษฐกิจไตรมาสแรกไปแล้ว

แหล่งข้อมูลเศรษฐกิจที่สศช.ใช้ในการประเมิน นอกจากจะเก็บข้อมูลและมาประเมินเองแล้ว ยังนำเข้ามูลจากหน่วยงานอื่นมาใช้ในการประเมิน คือ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ และธปท.

หากดูรายละเอียดของข้อมูลทั้งหมดที่นำมาใช้พบว่า สศช.อ้างอิงข้อมูลส่วนใหญ่มาจากธปท.

สศช.ถือว่าเป็นหน่วยงานเดียวที่แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรก โดยสรุปในเอกสารแถลงข่าวเมื่อวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมาว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2556 ขยายตัว 5.3% ชะลอตัวจาก 19.1% ในไตรมาสที่สี่ ปี 2555 การขยายตัวในด้านการผลิตจากฐานที่ต่ำ มีปัจจัยสนับสนุนส่าคัญจากสาขาการโรงแรมและภัตตาคาร การก่อสร้างและอุตสาหกรรม ด้านการใช้จ่าย มีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือน และการลงทุนภาคเอกชน ในขณะที่การส่งออกขยายตัวช้ากว่าคาดการณ์ การขยายตัวของเศรษฐกิจ เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสสี่ของปี 2555 และปรับผลของฤดูกาลออก หดตัว 2.2%

การใช้จ่ายภาคครัวเรือน ในไตรมาสแรกของปี 2556 ขยายตัว 4.2% เทียบกับการขยายตัว 2.9% ในไตรมาสแรกของปี 2555 และ 12.4% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 ด้านการเบิกจ่ายงบประมาณ ในไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2556 รัฐบาลมีการเบิกจ่ายงบประมาณทั้งสิ้น 593,797.9 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว 24.5% เนื่องจากพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 มีผลใช้บังคับในเดือนก.พ. 2555 ส่งผลให้ส่วนราชการมีการเร่งการเบิกจ่ายในช่วงเดือนก.พ.-มี.ค. 2555 เป็นจำนวนมาก

การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว 3.1% ชะลอตัวลงจาก 9.2% ในไตรมาสแรก และ 20.9% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2555

ด้านการค้าต่างประเทศ มูลค่าการส่งออกสินค้าในไตรมาสแรกของปี 2556 คิดเป็นมูลค่า 56,181 ล้านดอลลาร์ หรือ 1,673,585 ล้านบาท ขยายตัว 4.5% เทียบกับการหดตัว 1.4% ในไตรมาสแรกของปี 2555 และการขยายตัว 18.2% ในไตรมาส 4 ของปี 2555 ส่วนการนำเข้า มีมูลค่าการนำเข้าสินค้าในไตรมาสแรก คิดเป็นมูลค่า 56,402 ล้านดอลลาร์ หรือ 1,681,475 ล้านบาท ขยายตัว 7.1% ชะลอตัวลงจาก 9.7% และ 14.9% ในไตรมาสแรกของปี 2555 และไตรมาส 4 ของปี 2555 ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 221 ล้านดอลลาร์ เทียบกับการเกินดุล 765 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อนหน้า หากไม่รวมทองคำ ดุลการค้าเกินดุล 5,853 ล้านดอลลาร์

ขณะที่ ธปท.แถลงภาวะเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยระบุว่าภาวะเศรษฐกิจไตรมาสที่ 1 ปี 2556 ทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยการใช้จ่ายภาคเอกชนทั้งการอุปโภคบริโภคและการลงทุนเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบกับภาคการท่องเที่ยวขยายตัวดี ขณะที่การส่งออกสินค้าค่อยๆฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีเสถียรภาพขึ้น สำหรับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมมีเสถียรภาพ อัตราการว่างงานทรงตัวในระดับต่ำ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อชะลอลงจากไตรมาสก่อน ส่วนค่าเงินบาทปรับแข็งขึ้นจากไตรมาสก่อน เป็นผลจากดุลการชำระเงินที่เกินดุลตามการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและการเข้ามาลงทุนโดยตรงและลงทุนในตลาดพันธบัตรของนักลงทุนต่างประเทศ

ธปท.ประมาณการว่าการใช้จ่ายภาคครัวเรือนในไตรมาสแรก ขยายตัว 3.7% ลดลงจากไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ที่ขยายตัว 7.4% ด้านการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 3.5% เทียบกับไตรมาส 4 ขยายตัวมากถึง 28.8% และรายจ่ายภาครัฐขยายตัว 56.8%

ด้านการค้าต่างประเทศ ภาคส่งออกขยายตัว 4.5% การนำเข้าขยายตัว 7.1% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 0.2%

ส่วนสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง แถลงเมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา ระบุในเอกสารแถลงข่าวว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีสัญญาณแผ่วลงจากช่วงก่อนหน้า ทั้งจากการใช้จ่ายภายในประเทศของภาคเอกชน การส่งออก รวมทั้งด้านการผลิตโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร ขณะที่ภาคการคลังมีบทบาทในการช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง

การบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสแรกของปี 2556 ขยายตัว 6.9% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 18.0% แต่เมื่อขจัดผลทางฤดูกาล พบว่าหดตัว 0.1% ต่อไตรมาส

การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสแรกของปี 2556 ขยายตัว 6.8% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 43.1% และเมื่อขจัดผลทางฤดูกาล พบว่าขยายตัวอยู่ที่ 10.1% ต่อไตรมาส

การส่งออกไตรมาสแรก ขยายตัว 4.3% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 18.5% และเมื่อขจัดผลทางฤดูกาล พบว่าหดตัว 0.5% ต่อไตรมาส การนำเข้าไตรมาสแรก ขยายตัว 8.4% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 16.4% ทั้งนี้ ทำให้ไตรมาสแรกของปี 2556 ขาดดุล 7.9 พันล้านดอลลาร์

ด้านการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยรายจ่ายประจำลดลง ขณะที่รายจ่ายลงทุนเพิ่มขึ้น ทำให้ในช่วงครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2556 (ต.ค. 2555-มี.ค.2556) เบิกจ่ายได้ 1.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.1%

เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง 3 หน่วยงานข้างต้น จะเห็นว่า "ทิศทาง"ในภาครวมไม่แตกต่างกัน แม้จะมีการประเมิน"ตัวแปร"ต่างกันก็ตาม

แต่ที่สำคัญ แต่ละหน่วยงานก็อ้างว่าข้อมูลของตัวเองถูกต้อง

กล่าวโดยสรุปแล้ว ตัวเลขใครน่าเชื่อถือว่ากันนั้นเป็นการถกเถียงที่หาข้อยุติไม่ได้ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับ"ผู้ใช้"ข้อมูลเหล่านี้เป็นผู้ตัดสิน และความเชื่อมั่นของคนใช้ข้อมูลเท่านั้น ที่จะเป็นตัวตัดสินที่แท้จริง

คนใช้ข้อมูลของทั้ง 3 หน่วยงานน่าจะรู้ว่าข้อมูลใครมีความน่าเชื่อถือมากที่สุด