เซ็นทรัลพัฒนา แจงจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนแบบพีพีให้กองทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะตะวันออกกลางเริ่มให้ความสนใจลงทุนธุรกิจค้าปลีก รับกระแสเปิดเออีซี
นายนริศ เชยกลิ่น รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี และสายงานบริหาร ทรัพย์สิน บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา หรือ CPN กล่าวว่า ผลการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน 130 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 50.75 บาท มูลค่ารวม 6,500 ล้านบาทนั้น บริษัทได้จัดสรรให้กับสถาบันต่างประเทศ 60% ซึ่งผู้ที่ได้รับเป็นประเภทกองทุน โดยเฉพาะมีกองทุนตะวันออกกลาง เช่น อาบูดาบี เริ่มเข้ามาลงทุนกันมากขึ้นด้วย
"สาเหตุที่กลุ่มตะวันออกกลางมาซื้อหุ้นเป็นผลจากการไปโรดโชว์ครั้งก่อน และนักลงทุนต่างประเทศมองว่า เมื่อเปิดกระแสเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ธุรกิจค้าปลีกจะได้รับประโยชน์ในครั้งนี้ จึงเข้ามาลงทุน ซึ่งบริษัทจัดสรรได้จำนวนจำกัด ปัจจุบันมีสัดส่วนเพดานต่างชาติใกล้เต็ม 30% บริษัทมีแผนจะเดินทางไปโรดโชว์อีก เพราะต้องการให้ผู้ถือหุ้นมีความหลากหลายมากขึ้น" นายนริศ กล่าว
เขากล่าวว่า ภายหลังจากที่บริษัทขายหุ้นเพิ่มทุนแบบพีพี บริษัทจะมีจำนวนหุ้นหมุนเวียนในตลาด (ฟรีโฟลท) เพิ่มขึ้นเป็น 50% บริษัทคาดจะไม่มีการระดมทุนในตลาดทุนอีกในช่วง 2 ปีข้างหน้า ยกเว้นแต่มีการลงทุนขนาดใหญ่ การเพิ่มทุนรอบนี้จะทำให้บริษัทมีเงินสดเข้ามาอีก 6,500 ล้านบาท ซึ่งจะนำเงินที่ได้มาใช้พัฒนาโครงการที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และโครงการศาลายา ซึ่งจะเปิดให้บริการได้ประมาณปี 2557
ส่วนงบลงทุนปีนี้ บริษัทคาดว่าจะใช้เงินรวม 1.3 หมื่นล้านบาท โดยจะนำเงินมาจากการเพิ่มทุน เงินกู้สถาบันการเงินและการระดมทุนผ่านกองทุนอสังหาริมทรัพย์ รีเทลโกรทฟันด์ บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มทุนในการกองทุนดังกล่าว ซึ่งจะทำห้างสรรพสินค้าที่จังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาเป็นสินทรัพย์เพิ่มทุน โดยส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนศูนย์การค้าในประเทศ
การลงทุนในต่างประเทศ บริษัทวางงบปีละ 1 พันล้านบาทในการลงทุน โดยแผนระยะยาวบริษัทคาดว่าในอีกสองปีข้างหน้า จะมีสาขาในต่างประเทศ 2 แห่ง และอนาคตตั้งเป้าหมายจะมีสาขาในต่างประเทศ รวม 7 แห่ง ครอบคลุม 4 ประเทศ ได้แก่มาเลเซีย-พม่า-เวียดนาม และ อินโดนีเซีย ซึ่งลักษณะการลงทุนจะเป็นการเข้าไปร่วมทุนกับนักธุรกิจในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งการลงทุนในแถบอาเซียนเพื่อรองรับการเปิดเออีซี
ภายในเดือนมิ.ย. นี้ บริษัทจะได้ข้อสรุปพร้อมเซ็นสัญญากับพันธมิตรทางธุรกิจในการเปิดห้างสรรพสินค้าในประเทศมาเลเซีย 1 แห่ง โดยจะใช้งบประมาณ 5,800 ล้านบาท และคาดจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2558 บริษัทเซ็นทรัลจะใช้เงินลงทุนประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยจะใช้เงินลงทุนกระแสเงินสด และกู้เงินกับสถาบันการเงินท้องถิ่นประมาณ 1,000 ล้านบาท และบริษัทยังมีแผนธุรกิจร่วมทุนศูนย์การค้าในอินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งจะได้ข้อสรุปในปลายปีนี้
บริษัทคาดอัตรากำไรขั้นต้นในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 1-2% จากปี 2555 ที่อยู่ที่ระดับ 47% โดยปีนี้บริษัทได้ทยอยปรับขึ้นค่าเช่าพื้นที่เฉลี่ย 8% ขึ้นไป อีกทั้งได้มีการขยายพื้นที่เพิ่มมากขึ้นทำให้สามารถรักษาต้นทุนในการบริหารได้ดี ขณะที่คาดรายได้ไตรมาส 2 ปีนี้ จะดีกว่าไตรมาส 2 ปีก่อน เพราะค่าเช่าพื้นที่ในแต่ละศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นเกือบเต็ม 100% พร้อมทั้งคงเป้ารายได้ทั้งปีเติบโต 15%
การเคลื่อนไหวราคาหุ้นบีอีซี เวิลด์ (BEC) ปรับตัวลดลงแรง หลังจากที่ผู้ถือใหญ่มีการทำรายการขายบิ๊กล็อต จำนวน 80 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 66 บาท มูลค่ารวม 5.3 พันล้านบาท โดยล่าสุดปิดตลาดที่ราคา 66.50 บาท ลดลง 4.75 บาท หรือ 6.67% มีมูลค่าการซื้อขาย 6,725 ล้านบาท
นายดิษฐนพ วัธนเวคิน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า การทำรายการบิ๊กล็อตหุ้นบีอีซี หรือ BEC จำนวน 80 ล้านหุ้น มูลค่า 5,000 ล้านบาท เป็นการทำรายการของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งประเมินว่าไม่มีผลกระทบต่อพื้นฐาน เพราะสัดส่วนการทำรายการ 4% แต่จะมีผลทำให้ราคาหุ้นปรับลดลง เพราะราคาบิ๊กล็อตต่ำกว่าราคาในกระดาน โดยราคาที่ทำรายการประมาณ 66 บาท ขณะที่ราคาในกระดาน 71.25 บาท จึงน่าจะมีผลทางจิตวิทยาการลงทุน
"เราต้องติดตามว่า ผู้ซื้อหุ้นครั้งนี้จะเป็นใคร ถ้าเป็นนักลงทุนหรือกลุ่มเดียวกัน ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยกเว้นจะเป็นพันธมิตรที่จะเข้ามาสนับสนุนธุรกิจของบริษัท ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวถือว่าไม่น่ามีนัยสำคัญ" นักวิเคราะห์กล่าว









