“ปัญญา สุขสภา”นักสู้ “ข้าวซอยตัด”

“ปัญญา สุขสภา”นักสู้ “ข้าวซอยตัด”

ข้าวซอยตัดตรา“ปลาทอง”ขนมบ้านๆ แต่วางขายใน ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดถึง70%เป็นผลงานของนักสู้ภูธรผู้ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคปัญหา

นักธุรกิจวัย64 “ปัญญา สุขสภา” ผู้จัดการ หจก. ชัยสิทธิ์ ฤทธา ผู้ผลิตและจำหน่าย ขนมข้าวซอยตัดตรา “ปลาทอง” และ “กิตติตะวัน” เปิดโรงงานไม่ใหญ่ไม่โต ใน อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อบอกเล่าการต่อสู้ของเขา

ในมือของเจ้าบ้านมีขนมที่เรียกว่า “ข้าวซอยตัด” ซึ่งไม่ได้ทำมาจาก “ข้าวซอย” และยืนยันชัดเจนว่าเป็น “ขนม” ต้นกำเนิดของพวกมันอยู่ที่ประเทศจีน คนจีนเรียกว่า “ซาฉี๋หม่า” หรือ “ขนมแป้งทอด” ทำมาจากเส้นหมี่ ทอดจนสุก คลุกด้วยน้ำตาล เป็นอาหารว่างที่มีรสหวาน และเก็บไว้ได้นาน

ในวันนี้ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบไปหมด โรงงานเล็กๆ ถูกพัฒนามาจนได้รับมาตรฐานการผลิตแทบทุกหมวด ทั้ง อย. ,มาตรฐานฮาลาล , GMP บวกกับมาตรฐานสุดเข้มของ เซเว่น อีเลฟเว่น ไหนจะแพคเก็จจิ้งที่ห่างไกล “ขนมบ้านๆ” แต่กลายร่างเป็น สแน็คน่าหยิบจับ มียอดขายในปีที่ผ่านมาเกือบ 40 ล้านบาท ครองส่วนแบ่งตลาดข้าวซอยตัดถึง 70%

..ทว่า นี่เป็นเพียงเรื่องเล่าในท้ายเล่ม เพราะจุดเริ่มต้นของพวกเขา..สาหัสกว่านี้นัก

“เป็นคนงานเหมืองแร่ ทำธุรกิจบำบัดน้ำ และรับเหมาก่อสร้าง” คือ ชีวิตฉบับย่อของ “ปัญญา” เมื่อกว่า 30 ปี ที่ผ่านมา
ตลอด 3 ทศวรรษ ของการเป็นทั้งลูกจ้าง และเถ้าแก่ สอนบทเรียนในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะบทเรียนที่บอกว่า ทุกธุรกิจเริ่มต้นได้จากการ “ลงมือทำ” และ “เรียนรู้”

"กว่า 30 ปี ก่อน ผมเริ่มทำธุรกิจแรก คือ ธุรกิจบำบัดน้ำ ไม่มีความรู้มาก่อน ต้องเรียนรู้เองหมด อาศัยอ่านหนังสือ ดูความเป็นมาของแหล่งน้ำ และปัญหาระบบน้ำในจังหวัดเชียงใหม่ ตอนนั้นคิดแค่ว่าถ้าทำได้ ก็คงช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำให้คนที่นี่ได้ ซึ่งลูกค้าของผมมีตั้งแต่ โรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม หมู่บ้านจัดสรร สถานศึกษา และบ้านเรือนทั่วไป”

แม้จะต้องใช้เวลาเรียนรู้อยู่นานถึง 7-8 ปี กว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง จนมาถึงกิจการที่สอง คือ รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งปัญญาบอกว่า ไม่ได้คิดของใหม่ แต่เป็นการขยายจากธุรกิจแรก เพื่อให้สามารถบริการลูกค้าได้ครบวงจรขึ้น นั่นคือ ทั้งงานก่อสร้างและวางระบบบำบัดน้ำ ได้ในคราวเดียวกัน

ผ่านร้อนหนาวมาหลายปี และถึงวันนี้ธุรกิจทั้งสองก็ยังคงอยู่ แต่ก็ฝากรอยช้ำครั้งใหญ่ เมื่อเข้าสู่วิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540

“วิกฤติปี 40 ผมประสบปัญหาหนักมาก เราเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่เสียหายหลายสิบล้านบาท ซึ่งรุนแรงมาก ตอนนั้นผมท้อไม่ได้เลย เพราะยังมีครอบครัวและพนักงานให้ต้องรับผิดชอบ”

ช่วงเวลาแห่งการดิ้นรนต่อสู้ จึงเริ่มขึ้น ปัญญาบอกว่า กว่าจะฟื้นตัวได้ต้องใช้เวลาถึง 7-8 ปี แต่เจ็บนี้ก็ทิ้งบทเรียนไว้

“ทำธุรกิจ อาจไม่ราบรื่น แต่มันก็ทำให้ใจเราเข้มแข็งขึ้น สำหรับผมเราต้องมองไปข้างหน้า อันไหนเป็นบทเรียนก็แค่จดจำ แต่ไม่หันกลับไปมอง หรือคิดถึงมันอีก แค่จำไว้ว่าจะไม่ให้เกิดขึ้นอีกเท่านั้นพอแล้ว ทำธุรกิจเราต้องเซฟตัวเอง เพราะการเซฟตัวเอง ก็เท่ากับได้เซฟครอบครัว และองค์กรของเราด้วย”

ในปี 2543 ธุรกิจที่ 3 ของครอบครัวถือกำเนิดขึ้น เขายกความดีให้ศรีภรรยา “กานต์พิชชา สุขสภา” ฐานเป็นคนช่างคิด ช่างค้น และชอบทำอาหาร ที่สำคัญอดทนและมุ่งมั่นเอามากๆ จนเป็นที่มาของธุรกิจขนมข้าวซอยตัดที่อร่อยล้ำ

“ตอนทำแรกๆ ส่วนแบ่งการตลาดเราสูงมากถึง 80% แต่ต่อมาคู่แข่งใช้วิธีทำราคาให้ถูกมาแข่ง เราสู้ไม่ได้เพราะต้นทุนสูงกว่าเขา เพราะเน้นแต่ของดีมีคุณภาพ เลยต้องหาทางหนีทุกวิถีทาง”

สูตรเดินหนี คือต้องยกระดับสินค้าไม่ให้เป็นแค่ขนม 5 บาทล้นตลาดล่าง แต่ต้องทำของดี มีราคา ที่ผู้บริโภคยกนิ้วให้ และวางแผนที่จะนำขนมบ้านๆ เข้าไปขายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ให้ได้ ปัญญาบอกว่า กว่าจะได้รสชาติที่พร้อมขนาดนี้ พวกเขาใช้เวลาทดลองอยู่เป็นปีๆ

“เราไม่เสียดายเลย ที่จะลงทุนเรื่องนี้ แม้การทดลองแต่ละครั้ง ต้นทุนที่เสียไปก็กว่าหมื่นบาทแล้ว แถมเราใช้เวลาอยู่เป็นปีๆ ที่ต้องตื่นมาตี 2 ครึ่ง อาทิตย์ละ 3-4 วัน มาทดลองทำ ลองด้วยตัวเอง ทำไป ชิมไป เพื่อหาความเป็นไปได้ ซึ่งภรรยาผมตั้งใจมาก ไม่ท้อเลย เพื่อหาทางทำให้สินค้าของเรายั่งยืนให้ได้”

ผลของการกัดไม่ปล่อยคือสูตรขนมที่อร่อย และแตกต่าง นั่นทำให้ในครั้งแรกที่ทีมงานของ เซเว่น อีเลฟเว่น ได้ลองชิม ก็พร้อมเปิดประตูเซเว่นฯ ให้เข้าไปขายได้ แม้จะเตรียมความพร้อมมาอย่างดี กับสูตรแสนอร่อย คุณภาพดี และการพัฒนามาตรฐานด้านต่างๆ ไว้พร้อม แต่เอาเข้าจริงกลับต้องผ่านบททดสอบที่หนักกว่านั้น

“การจะเข้าไปขายที่ร้านเซเว่นฯ ได้ ไม่หมูเลย ผมติดต่อเซเว่นฯ เมื่อเดือนมกราคม ปี 2555 และมาดำเนินการตามคำแนะนำ ซึ่งกว่าจะผ่านมาตรฐานและขายได้ก็เดือนมีนาคม ปี 2556 แล้ว รวมเวลาถึง 1 ปี กับ 2 เดือน”

เขาบอกการฝ่าฟัน เพื่อหาทางแจ้งเกิดในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น หลังแบรนด์ “ปลาทอง” และ “กิตติตะวัน” ที่ทำออกมา จะทดลองขายอยู่ทั่วประเทศแล้วก่อนหน้านี้ แต่การขายผ่านเซเว่นฯ จะเป็นแบรนด์ “ปลาทอง” ที่ทำรสชาติพิเศษ มีขายเฉพาะในเซเว่นฯ เท่านั้น โดยตั้งเป้าว่าในสิ้นปีนี้จะมียอดขายรวมทุกช่องทางที่ประมาณ 50 ล้านบาท

เส้นทางที่ไม่ง่าย แต่ถ้าผ่านไปได้ การจะทำเรื่องอื่นใดในอนาคต ก็คงไม่ใช่งานยากอีกต่อไป เขาบอกว่าไม่ได้หวังเพียงเติบใหญ่ในประเทศเท่านั้น แต่มีแผนที่จะไปสู่ตลาดต่างประเทศด้วย เพื่อทำให้ขนมบ้านๆ ได้โกอินเตอร์กับเขาเสียที

ผู้ประกอบการในวัย 64 ยังวางแผนที่จะเกษียณตัวเองตั้งแต่ 5 ปี ที่ผ่านมา แต่ต้องพับแผนไปเมื่อมองเห็นความมุ่งมั่นของภรรยา และทีมงาน ในวันนี้เลยได้มาช่วยดูการตลาดและการขายให้ แต่ในอนาคตเมื่อทุกอย่างลงตัว คงพร้อมวางมือเพื่อเปิดทางให้ลูกๆ ทั้ง 3 คน และลูกบุญธรรมอีก 5 คน มาช่วยกันสานต่อธุรกิจต่อไป

ถามถึงข้อแนะนำสำหรับเอสเอ็มอี ในฐานะผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก แต่เขากลับถ่อมตนว่า สำหรับคนรุ่นใหม่ คงไม่มีอะไรจะแนะนำ เพราะเด็กรุ่นใหม่ไปไกลกว่าเขามาก

“คนรุ่นใหม่ ผมตามเขาไม่ทัน เลยไม่รู้ว่าจะแนะนำอะไร ขอแค่ให้เขาทำงานอย่างซื่อสัตย์ จริงใจ และให้โอกาสกัน เท่านี้พอแล้ว สำหรับผมการให้โอกาสคนสำคัญมากนะ และสิ่งที่เราจะได้กลับมาอย่างแน่นอน นั่นคือ ความสุข”

หนึ่งคำแนะนำจากนักสู้ภูธร ผู้ไม่ยอมพ่ายให้ทุกอุปสรรค เพราะเชื่อว่า ขอแค่ยังมีความหวัง เอสเอ็มอีก็ไปถึงเส้นชัยได้เสมอ

......................

Key to success
หมากรบฉบับ ข้าวซอยตัด
๐ ทำของดี ยกระดับ หนีขนมราคาถูก
๐ อยู่ภูธรแต่เป้าหมายคือตลาดทั่วประเทศ
๐ พัฒนามาตรฐาน ทุ่มทุนทดลองสูตร
๐ ทุกธุรกิจเริ่มได้ จากแค่ศึกษา เรียนรู้ และลงมือทำ
๐ ทำธุรกิจ ต้องซื่อสัตย์ จริงใจ และให้โอกาส