วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บีอีซีแอลเร่งเพิ่มรายได้สร้างความมั่นคง

บีอีซีแอลชู 2 กิจกรรมเพิ่มรายได้สร้างความมั่นคง ตั้งเป้าปีนี้จะมีกำไรประมาณ 4-5 พันล้านบาท

ระบบทางด่วนเป็นหนึ่งในทางเลือกในการเดินทางของประชาชน แต่ปัญหาการจราจรติดขัดในปัจจุบันซึ่งเป็นผลจากปริมาณรถยนต์ที่จดทะเบียนใหม่พิ่มขึ้นจำนวนมาก ส่งผลให้ระบบทางด่วนกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้บริการ เพราะแม้ระบบทางด่วนจะมีปัญหาการจราจรติดขัด แต่ยังใช้เวลาน้อยกว่าการเดินทางโดยถนนทั่วไป ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาปริมาณผู้ใช้ทางด่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นางพเยาว์ มริตตนะพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือบีอีซีแอล ให้สัมภาษณ์ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ปริมาณผู้ใช้ทางระบบทางด่วนจะอยู่ในระดับ 1 ล้านคัน/วัน เฉพาะวันศุกร์เท่านั้น แต่ในปี 2555 เริ่มมีบางวันนอกเหนือจากวันศุกร์ที่ปริมาณผู้ใช้ทางอยู่ในระดับ 1 ล้านคัน/วัน แต่ในปีนี้ปริมาณผู้ใช้ทางตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์อยู่ในระดับ 1 ล้านคัน/วัน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในวันเสาร์เริ่มเห็นปริมาณผู้ใช้ทางในระดับ 1 ล้านคัน/วันแล้ว โดยปัจจุบันปริมาณผู้ใช้ทางเฉลี่ยตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ในช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ อยู่ในระดับ 1.03 ล้านคัน/วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ในระดับ 1.01 ล้านคัน/วัน ซึ่งการเติบโตดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการรถคันแรก อีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจไทย

"ปริมาณจราจรของระบบทางด่วนหลังจากช่วงน้ำท่วมดีขึ้นมาก โดยในปี 2555 เติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 5% จากปี 2554 และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้หลักของบีอีซีแอลเติบโตเช่นกัน บริษัทตั้งเป้าว่าในปีนี้จะมีกำไรประมาณ 4-5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 2.2 พันล้านบาทในปี 2555"

ส่วนการปรับอัตราค่าผ่านทาง ซึ่งจะครบกำหนดในเดือนก.ย.นี้อยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.) ซึ่งมั่นใจว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อปริมาณผู้ใช้ทาง เพราะระบบทางด่วนถือเป็นสินค้าที่ตอบสนองได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค โดยใช้เวลาน้อยกว่าการเดินทางตามปกติ

สำหรับแนวทางการขยายธุรกิจของบีอีซีแอลนั้น ในส่วนของกิจกรรมหลักคือการให้บริการระบบทางด่วนนั้นบีอีซีแอลได้รับสัมปทานใหม่จากกทพ. คือโครงการลงทุนออกแบบก่อสร้าง บริหารจัดการ ให้บริการและบำรุงรักษาโครงการทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร มูลค่า 22,500 ล้านบาทโดยมีระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี โดยโครงการดังกล่าวจะใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน 48 เดือน และเริ่มต้นงานก่อสร้างไปแล้วเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2555 ปัจจุบันมีความคืบหน้า 3-4% ซึ่งการได้สัมปทานโครงการดังกล่าวถือเป็นอนาคตของบีอีซีแอล และจะส่งผลให้กิจกรรมหลักของบีอีซีแอลมีความก้าวหน้ามั่นคงยิ่งขึ้น

ขณะที่บริษัทลูกคือ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพเหนือ จำกัด หรือเอ็นอีซีแอล ผู้รับสัมปทานโครงการทางพิเศษอุดรรัถยาหรือทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด ซึ่งประสบภาวะขาดทุนมาตั้งแต่เปิดให้บริการนั้น คาดว่าปีนี้คงเป็นปีสุดท้ายที่เอ็นอีซีแอลจะประสบปัญหาการขาดทุน และจะเริ่มมีกำไรตั้งแต่ปี 2557

ส่วนอีกหนึ่งกิจกรรมที่มีความสำคัญของบีอีซีแอลคือกิจกรรมการลงทุน ซึ่งเป็นผลจากช่วงก่อนหน้านี้บีอีซีแอลได้สะสมเงินลงทุนส่วนหนึ่งเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าร่วมประกวดราคาโครงการทางด่วนของภาครัฐ แต่ภาครัฐไม่มีโครงการสัมปทานทางด่วนใหม่ตั้งแต่ปี 2541 บีอีซีแอลจึงนำเงินดังกล่าวไปลงทุนในหลายบริษัท ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้ขายการลงทุนในส่วนของโครงการน้ำงึม 2 ในประเทศลาวและได้กำไรประมาณ 1 พันล้านบาท ส่งผลให้ปี 2555 บีอีซีแอลมีกำไร 2,254 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,407 ล้านบาทในปี 2554

นอกจากนั้น บีอีซีแอลยังได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นในช่วงต้นปีนี้ให้ลงทุนเพิ่มในบริษัท น้ำประปาไทย จำกัด(มหาชน) ซึ่งเดิมบีอีซีแอลถือหุ้นในสัดส่วน 9% โดยซื้อหุ้นมาในราคาหุ้ละประมาณ 3 บาท แต่ในช่วงที่ผ่านมา บริษัท ช.การช่าง จำกัด(มหาชน) ต้องการขายหุ้นในบริษัทน้ำประปาไทยขณะที่บีอีซีแอลต้องการเพิ่มสัดส่วนหุ้น โดยล่าสุดบีอีซีแอลมีสัดส่วนหุ้นในบริษัทน้ำประปาไทย 20%

ทั้งนี้ การถือหุ้นในสัดส่วน 20% ถือว่ามีนัยสำคัญ เพราะบีอีซีแอลจะเปลี่ยนจากการรับรู้(Mark to Market) หรือการที่รอรับเงินปันผลเพียงอย่างเดียว โดยเปลี่ยนเป็นว่าบริษัทน้ำประปาไทยมีกำไรเท่าใด บีอีซีแอลสามารถคูณ 20% และบวกเป็นกำไรบริษัทได้ทันที อีกทั้งการซื้อหุ้น 9% ในราคาหุ้นละ 3 บาทในอดีต แต่ปัจจุบันซื้อครบ 20% บีอีซีแอลจะต้องทำราคา 3 บาทให้ขึ้นมาเท่ากับราคาตลาด ณ วันที่ซื้อขาย ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนด โดยส่วนต่างราคาหุ้นดังกล่าวคิดเป็นเงินประมาณ 2 พันล้านบาท และถูกบันทึกเป็นกำไรในไตรมาส 1 ปีนี้

"การลงทุนของบีอีซีแอลจะมุ่งเน้นธุรกิจสัมปทานเป็นหลัก เพราะเป็นเรื่องที่บริษัทมีความรู้ความเข้าใจและความชำนาญเป็นอย่างดี ธุรกิจสัมปทานไม่ใช่ธุรกิจที่ทุกคนจะทำได้ แต่ต้องมีความน่าเชื่อถือ บีอีซีแอลจะไม่ลงทุนนอกกรอบนี้แน่นอน"

อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกิจรับสัมปทานระบบทางด่วนมีปัจจัยเสี่ยงของธุรกิจเช่นกัน เพราะเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากเพื่อเป็นค่าก่อสร้าง หรือคิดเป็นหลักหมื่นล้านบาท เอกชนผู้รับสัมปทานจะต้องได้รับความเชื่อถือจากสถาบันการเงินและผู้ถือหุ้นจึงจะสามารถหาเงินลงทุนได้ และเงินลงทุนก้อนนี้จะหมดลงในระยะเวลาอันรวดเร็วคือในช่วงของการก่อสร้าง ความเสี่ยงในช่วงแรกคือโครงการจะก่อสร้างแล้วเสร็จหรือไม่ หรือจะแล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนดหรือไม่ หากการก่อสร้างล่าช้ากว่ากำหนดจะส่งผลให้ต้นทุนโครงการเพิ่มขึ้น

ส่วนความเสี่ยงต่อมาคือเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ปริมาณผู้ใช้ทางจะเป็นไปตามคาดการณ์หรือไม่เพราะจะมีผลอย่างมากต่อรายได้ของโครงการ ผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและปริมาณผู้ใช้ทางจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก หากผลการศึกษาผิดพลาดหมายความว่าบริษัทจะไม่มีรายได้หลังจากโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะเหลือแต่หนี้ที่ต้องชำระคืนเจ้าหนี้

"บีอีซีแอลผ่านความเสี่ยงในช่วงแรกมาแล้ว ส่วนความเสี่ยงในช่วงที่ 2 คือระหว่างการ Operate นั้น ผลศึกษาด้านปริมาณผู้ใช้ทางผิดพลาดไม่มาก แต่ผลศึกษาเรื่องค่าผ่านทางผิดไปเยอะ เพราะคู่สัญญาสองฝ่ายตีความเงื่อนไขสัมปทานต่างกัน แต่บีอีซีแอลใช้วิธีบริหารจัดการด้านการเงินจนสามารถผ่านช่วงวิกฤติมาได้"