วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ วันที่ 13-17 พฤษภาคม 2556

เงินบาทอ่อนค่าลง ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ

ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้


อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น


อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นค่อนข้างทรงตัว โดยมีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคารในช่วงต้นสัปดาห์ รวมถึงการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ของธนาคารพาณิชย์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.65% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.75% เทียบกับ 2.74899-2.75% จากสัปดาห์ก่อน


ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 20-23 พ.ค. 2556 ธนาคารพาณิชย์จะมีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.75%


อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ


อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 2.96% ในวันศุกร์ ทรงตัวเมื่อเทียบสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยทรงตัวในวันจันทร์ ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ โดยมีแรงขายทำกำไร หลังราคาพันธบัตรปรับตัวขึ้น ก่อนที่จะปรับลดลงในช่วงปลายสัปดาห์ จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ


อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 1.88% ในวันศุกร์ ลดลงเมื่อเทียบกับ 1.90% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนจากยอดค้าปลีกที่ออกมาดีกว่าคาด รวมทั้ง การขายพันธบัตรของนักลงทุนเพื่อลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ก่อนที่จะปรับลดลงในช่วงกลางสัปดาห์ หลังเครื่องชี้ภาคการผลิตของสหรัฐฯ หดตัวลง


ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

ค่าเงินบาท (Onshore)


เงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ โดยในช่วงต้นสัปดาห์เงินบาทอ่อนค่าลง หลังข้อมูลยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ก่อนจะแข็งค่าขึ้นในวันอังคาร หลังจากทางการไทยไม่มีการออกมาตรการดูแลค่าเงินบาท และกลับทยอยอ่อนค่าลงช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ จากความเห็นของประธานเฟดสาขาซาน ฟรานซิสโกเกี่ยวกับการลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลงในช่วงฤดูร้อนนี้ และยุติมาตรการซื้อสินทรัพย์ในช่วงปลายปี แม้ว่าเครื่องชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาในช่วงปลายสัปดาห์ดูไม่สดใสนัก นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงจับตาสัญญาณ/ท่าทีของทางการไทยในการดูแลปัญหาเงินบาทอีกด้วย


ในวันศุกร์ (17 พ.ค.) เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 29.75 เทียบกับระดับ 29.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (10 พ.ค.)

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (20-24 พ.ค.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 29.50-29.85 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตาความคืบหน้าเกี่ยวกับประเด็นเพดานหนี้ของสหรัฐฯ สัญญาณ/ท่าทีของทางการในการดูแลปัญหาเงินบาท รวมถึงข้อมูลจีดีพีไทยประจำไตรมาส 1/2556 ขณะที่ ต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่-บ้านมือสอง คำสั่งซื้อสินค้าคงทน เดือนเม.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ ตลาดอาจจับตาบันทึกการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 30 เม.ย.-1 พ.ค. รวมถึงถ้อยแถลงของประธานเฟดต่อสภาคองเกรสเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ (22 พ.ค.) อีกด้วย


เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ


เงินยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ โดยเงินยูโรเผชิญแรงเทขายในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ท่ามกลางข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่าที่คาดของยูโรโซน (อาทิ ผลสำรวจความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของสถาบัน ZEW ของเยอรมนีเดือนพ.ค. และจีดีพียูโรโซนที่หดตัวลงร้อยละ 0.2 ในไตรมาส 1/2556) สวนทางกับสัญญาณบวกจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ นอกจากนี้ เงินยูโรยังถูกกดดันจากกระแสการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรปอาจกำลังประเมินเลือกใช้เครื่องมือเพื่อเพิ่มเติมการผ่อนคลายทางการเงินในระยะข้างหน้าอีกด้วย


เงินเยนอ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปีครึ่งเมื่อเทียบกับดอลลาร์ฯ หลังจากที่เงินดอลลาร์ฯ ได้รับปัจจัยบวกจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ (อาทิ ยอดค้าปลีกเดือนเม.ย.) ที่สดใส ซึ่งทำให้ตลาดเริ่มประเมินความเป็นไปได้ของการชะลอซื้อพันธบัตรของเฟดในช่วงหลายเดือนข้างหน้า รวมถึงการที่ประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโก ระบุว่าเฟดอาจสามารถปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลงในช่วงฤดูร้อนนี้ และยุติมาตรการซื้อสินทรัพย์ในช่วงปลายปี


ในวันศุกร์ (17 พ.ค.) เงินยูโรปรับตัวอยู่ที่ 1.2873 เทียบกับระดับ 1.2992 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (10 พ.ค.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 102.33 เทียบกับ 101.58 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า


ตลาดทุน

ตลาดหุ้นไทย


ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,627.96 จุด เพิ่มขึ้น 0.34% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 0.14% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 52,012.05 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 490.16 จุด ลดลง 1.45% จากสัปดาห์ก่อน


ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงในวันจันทร์โดยมีแรงขายทำกำไร ก่อนที่จะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคารและหุ้นอสังหาริมทรัพย์ ท่ามกลางแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ ในวันพฤหัสบดีดัชนีปรับลดลงอีกครั้ง โดยมีแรงขายจากทริกเกอร์ฟันด์ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในวันศุกร์ โดยมีแรงซื้อหุ้นกลุ่มสื่อสารและแรงซื้อเก็งกำไรในหุ้นขนาดเล็ก


สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 20-23 พ.ค. 2556 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้น โดยต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ บันทึกการประชุมเฟด เครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,600 และ 1,587 ขณะที่แนวต้านคาดว่า จะอยู่ที่ 1,635 และ 1,670 ตามลำดับ


ตลาดหุ้นสหรัฐฯ


ดัชนี DJIA ลดช่วงบวกลง หลังข้อมูลเศรษฐกิจออกมาน่าผิดหวัง ในวันศุกร์ ดัชนี DJIA ปิดที่ 15,275.69 จุด เพิ่มขึ้น 1.28% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลงในวันจันทร์ ก่อนที่จะปรับขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ โดยได้แรงหนุนจากการดำเนินนโยบายผ่อนคลายของธนาคารกลางต่างๆ รวมทั้งแนวโน้มที่เฟดน่าจะยังคงมาตรการซื้อพันธบัตรต่อเนื่อง หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงอ่อนแอ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลงในวันพฤหัสบดี โดยได้รับแรงกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าผิดหวัง


ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ดัชนี Nikkei ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีครึ่ง หลังผลประกอบการบริษัทออกมาดี โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 15,138.12 จุด เพิ่มขึ้น 3.63% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ โดยได้แรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทที่สดใส ก่อนที่ตลาดจะเผชิญกับแรงขายทำกำไรในวันพฤหัสบดิ หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้งในวันศุกร์ โดยมีแรงซื้อกลับจากนักลงทุน จากมุมมองเชิงบวกต่อแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ