ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์ฯคาดกระแสควบแบงก์ในภูมิภาคเอเชียฟีเวอร์ หลังวิกฤติหนี้ยุโรป-สหรัฐ บีบขายกิจการในต่างแดน จีนทุนหนาจ้องตาไม่กะพริบ
นายศิระ อินทรกำธรชัย ประธานกรรมการบริหาร ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (PwC) ประเทศไทย เปิดเผยถึงบทวิเคราะห์ The Journal – Brave new world : New frontiers in banking M&A ว่า กระแสควบรวมกิจการธุรกิจธนาคารทั่วโลกจะยังคงมีทิศทางที่อ่อนแอในปีนี้ หลังความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกและวิกฤติหนี้ในแถบยูโรโซนทำให้มูลค่าและจำนวนดีลในอุตสาหกรรมลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การควบรวมธุรกิจธนาคารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปีนี้ จะมีแนวโน้มการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งสวนทางกับภาพรวม
นอกจากนี้ ยังมองว่าทุนยักษ์ใหญ่จากจีน ยังคงกว้านซื้อของดี-ราคาถูกจากยุโรปและทั่วโลก
ขณะที่ผู้ประกอบการในอาเซียนจะมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)
ผลจากรายงานของ PwC พบว่า กิจกรรมควบรวมในธุรกิจธนาคารพาณิชย์ทั่วโลกมีการปรับตัวลดลงเร็วกว่าการควบรวมของกลุ่มอุตสาหกรรมทุกประเภทโดยเฉลี่ยในปีที่ผ่านมา โดยมูลค่าดีลแบงก์ทั่วโลก ปรับตัวลดลง 37% ในช่วง 10 เดือนของปี 2555 เปรียบเทียบกับ การปรับตัวลดลงที่ 20% ของทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยความกังวลวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปจะยังคงมีผลกระทบต่อบรรยากาศการควบรวมของกลุ่มแบงก์ต่อไปในระยะข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม หากมองกิจกรรมการควบรวมในระดับอาเซียน นายศิระ กล่าวว่า ปี 2555 ถือได้ว่าเป็นปีที่น่าจดจำอีกปีหนึ่งของภาคเอกชนในภูมิภาค รวมทั้งไทย โดยอาศัยจังหวะจากความกังวลเศรษฐกิจโลกที่ฉุดให้ราคาสินทรัพย์มีความน่าสนใจ ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยต่ำ
ในส่วนของประเทศไทยเอง ดีลควบรวมที่สร้างความคึกคักให้กับกลุ่มแบงก์ในปีที่ผ่านมา ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา โดยกลุ่มจีอีได้แจ้งการขายหุ้นของธนาคารในสัดส่วนราว 7.6% เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว และจะยังทบทวนทางเลือกสำหรับหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุะยา ที่ยังถืออยู่อีก 25% เนื่องจากบริษัทมีแผนขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักออกไป
"เรามองว่าในระยะต่อไป สถาบันการเงินในภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มจะเข้ามาทำธุรกิจในไทยมากขึ้นเช่นกัน หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐ และยุโรป ทำให้สถาบันการเงินจากฝั่งตะวันตก อาจต้องลดการทำธุรกิจในต่างประเทศลง แบงก์สหรัฐ แบงก์ยุโรป ที่เจ็บตัวจากวิกฤติปี 2008 เขาประสบความเสียหาย ต้องเพิ่มทุน และยังถูกบังคับด้วยเกณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งต้องปรับตัว และอาจต้องลดธุรกิจของเขาในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสให้กับสถาบันการเงินในเอเชียแปซิฟิก อย่าง ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และ มาเลเซีย ให้ขยายการลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น"








