กูเกิลดิ้นสร้างแบรนด์"กูเกิลพลัส" หวังชิงส่วนแบ่งตลาด"เฟซบุ๊ค-ทวิตเตอร์"
ในการที่จะทำให้กูเกิลพลัส กลายมาเป็นแบรนด์ที่ติดตลาดได้นั้น กูเกิลต้องนำชื่อของตัวเองมาขาย ไม่เพียงแต่ต้องการวางพื้นฐานสำหรับความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจในอนาคตเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะผู้ใช้บริการเว็บไซต์ต่างคาดหวังที่จะมีผู้ติดตาม แสดงความเห็น หรือแม้กระทั่งระบายความไม่พอใจต่อแบรนด์โปรดรายต่างๆ
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ชี้ว่า กูเกิลพลัสมีความก้าวหน้าไปช้ามาก โดยบริการจากบรรดาคู่แข่งไล่ตั้งแต่ทวิตเตอร์ ไปจนถึงอเมซอน ดอท คอม อิงค์ ต่างพยายามยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของแต่ละรายขึ้นมา เพื่อดึงดูดความสนใจจากภาคธุรกิจ และงบประมาณการทำตลาด
นอกจากนี้ ข้อบกพร่องในเรื่องเทคโนโลยีของกูเกิลพลัส ยังกลายเป็นปัจจัยที่ผลักให้บริษัทบางรายที่คุ้นเคยกับการบริการที่มีความยืดหยุ่นของเฟซบุ๊ค ออกห่างไปจากเครือข่ายสังคมแห่งนี้ด้วย
ปัญหาใหญ่ที่สุดของกูเกิลพลัส คือการที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ใช้ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊คมากกว่า และคนเหล่านี้ ก็ใช้เวลาบนเฟซบุ๊คนานกว่าด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ กูเกิลเปิดตัวกูเกิลพลัสเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2554 ซึ่งบริษัทระบุว่า ปัจจุบันกูเกิลพลัสมีผู้ใช้งานเป็นประจำราว 135 ล้านคน และอีกกว่า 500 ล้านคนที่ได้เคยสร้างบัญชีกูเกิลพลัสไว้
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าไม่มากนัก เมื่อเทียบกับเฟซบุ๊ค ซึ่งมีผู้สมาชิกทั้งหมด 1,100 ล้านคนที่ใช้บริการเฟซบุ๊คอย่างน้อยเดือนละครั้ง และทวิตเตอร์ก็มีผู้ใช้ในกลุ่มนี้ราว 200 ล้านคน
ผลสำรวจของบริษัทด้านการวิจัยสื่อ นีลเสน มีเดีย รีเสิร์ช แสดงให้เห็นว่า โดยเฉลี่ยแล้วชาวสหรัฐที่ใช้บริการกูเกิลพลัส จะอยู่ในเว็บไซต์นี้แต่ละครั้งราว 6 นาที 47 วินาที เทียบกับผู้คนส่วนใหญ่ใช้เวลามากกว่า 6 ชั่วโมงบนเฟซบุ๊ค แต่ผลสำรวจดังกล่าวยังไม่รวมถึงผู้ที่ใช้สื่อสังคมออลไลน์บนสมาร์ทโฟน
นายเดฟ กิลโบ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแว่นตาออนไลน์วาร์บี พาร์คเกอร์ กล่าวว่า เหตุผลหลักที่บริษัทของเขาเคลื่อนไหวบนเฟซบุ๊คมากกว่ากูเกิลพลัส ก็เพราะว่าลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายของบริษัท ใช้เวลาบนเฟซบุ๊คเสียเป็นส่วนใหญ่
ในความเป็นจริงนั้น มีธุรกิจจำนวนมากที่สร้างบัญชีไว้บนกูเกิลพลัส เพราะคาดหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์จากการเชื่อมโยงของกูเกิลพลัสกับบริการค้นหาข้อมูลที่ได้รับความนิยมอย่างสูงของกูเกิล องค์กรบางแห่งถึงกับใช้บริการแบ่งปันวิดีโอออนไลน์ เพื่อเปิดตัวสินค้าใหม่
แต่กิจกรรมเชิงพาณิชย์ที่สามารถพบเห็นได้บ่อยบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ตัวอื่น จากโปรโมชั่นร้านอาหารไปจนถึงตัวอย่างภาพยนตร์นั้นหาได้ยากกว่าบนกูเกิลพลัส ทำให้บริษัทบางแห่งแสดงข้อกังขาถึงความสามารถในการแข่งขันกับเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์
นายกิลโบ ระบุด้วยว่า กูเกิลไม่ได้มีการนำเสนอข้อมูลกิจกรรมการใช้งานของผู้ใช้โดยละเอียด แต่ระดับการใช้งานของผู้บริโภคบนบริการสังคมออนไลน์อื่นๆ อย่าง เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และพินเทอเรสต์ นั้นสูงกว่ากูเกิลพลัสมาก
อย่างไรก็ตาม นายกิลโบได้ย้ำเน้นถึงข้อได้เปรียบสำคัญของกูเกิลพลัสสำหรับวาร์บี พาร์คเกอร์คือการบริการออนไลน์ของกูเกิลที่ทำให้สินค้าของผู้ใช้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างเช่นวิดีโอยูทูบที่บริษัทเขาได้ผลิตขึ้นมา









