เจาะแผนเอสเอ็มอีแดนปลาดิบ บุกแผ่นดินสยาม

เจาะแผนเอสเอ็มอีแดนปลาดิบ บุกแผ่นดินสยาม

เกมรุกของทุนยุ่นในไทยไม่ได้มีเพียงรายใหญ่เท่านั้น แต่เอสเอ็มอีไซด์เล็กก็รุกคืบสู่แผ่นดินสยามเพื่อหาน่านน้ำใหม่ และโอกาสในตลาดอาเซียน

“การลงทุนของญี่ปุ่นในไทยช่วงนี้ ต้องเรียกว่าเป็นคลื่นที่ไม่ได้มากขึ้น หรือน้อยลงจนผิดสังเกต แต่ค่อยๆ ขยับขึ้นมา..ที่น่าสนใจ คือ รายที่เป็นเอสเอ็มอีจริงๆ เริ่มเข้ามาเยอะขึ้น”

“ศุภชัย โตพิบูล” กรรมการบริหาร ตลาดการก่อสร้างโรงงานของกลุ่มลูกค้าญี่ปุ่น บริษัท สยาม พี.ซี.เอส. จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านงานก่อสร้างอาคารโรงงาน ที่มีลูกค้าญี่ปุ่นอยู่ในมือถึง 60% ฉายภาพความตื่นตัวของเอสเอ็มอีแดนซามูไรที่ไหลเข้าประเทศไทยในวันนี้

เขายกตัวอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่เดิมผู้ผลิต (Supplyer) ระดับ (Tier) 1 และ 2 ซึ่งผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ส่งให้กับค่ายรถยนต์ ได้เข้ามาขยายอาณาจักรในประเทศไทยไปแล้วก่อนหน้านี้

ทว่า ภาพที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือ รายเล็กๆ ที่เรียกว่าซัพพลายเออร์ ระดับ 3 และ 4 ที่เริ่มเข้ามาแสวงโอกาสในบ้านเรามากขึ้น

“ก่อนหน้านี้ ที่กลุ่มนี้ยังเข้ามาไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นธุรกิจครอบครัว คนน้อย ทุนน้อย ภาษาไม่ได้ และไม่มีประสบการณ์ในต่างประเทศมาก่อนจึงเกิดความกลัว แต่วันนี้กลุ่มนี้ตื่นตัวมากขึ้น เพราะเขาอยู่ที่บ้านเขาไม่ได้แล้ว เลยได้เห็นเอสเอ็มอีที่ลงทุนในระดับไม่เกิน 100 ล้านบาท เข้ามาลงทุนในบ้านเรามากขึ้นเรื่องๆ โดยเฉพาะเมื่อต้นปีที่ผ่านมา”

สอดรับกับความเห็นของ “ดร.วิมลกานต์ โกสุมาศ” รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่บอกว่า กระแสการไหลเข้ามาของเอสเอ็มอีญี่ปุ่น มาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ คือ ปัญหาการเมืองระหว่างญี่ปุ่นกับจีนหลังเกิดกรณีข้อพิพาท ทำให้เอสเอ็มอีญี่ปุ่นตัดสินใจเปลี่ยนแผนการลงทุนจากจีน ไปสู่ประเทศใหม่ โดยเฉพาะไทย และเวียดนาม รวมถึงการเห็นโอกาสในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเกิดขึ้นในปลายปี 2558 โดยหวังจะใช้ไทยเป็นฐานเจาะตลาดอาเซียน มาบวกกับประเด็น เงินเยนที่อ่อนค่าลง ทำให้เอสเอ็มอีเริ่มแสวงหาน่านน้ำใหม่ในการลงทุน

“เอสเอ็มอีญี่ปุ่นที่เข้ามาในไทย ส่วนหนึ่งเป็นซัพพลายเออร์ของบริษัทใหญ่ ที่ย้ายตามบริษัทแม่มา รวมถึงภาคบริการก็เริ่มเข้ามาเยอะขึ้น อย่าง ร้านอาหาร บริษัทรับออกแบบ บริษัทซอฟท์แวร์ เหล่านี้ ซึ่งอยากให้เอสเอ็มอีบ้านเรามองเขาเป็น Partnership เพราะเขามาพร้อมเทคโนโลยี ขณะเดียวกันก็ต้องการการบริการจากเราด้วย เช่น ล่าม บริษัท HR บริษัทที่ปรึกษา เหล่านี้ เป็นต้น”

ดร.วิมลกานต์ ชี้ให้เห็นโอกาส ขณะเดียวกันก็ไม่ให้เพิกเฉยต่ออุปสรรค กับสภาพการแข่งขันที่จะรุนแรงขึ้น โดยเน้นย้ำว่า เอสเอ็มอีไทยต้องปรับตัวและเตรียมความพร้อม โดยปรับการบริหารจัดการในทุกๆ มิติ ให้เป็น “มืออาชีพ” และ มี “มาตรฐานสากล” เพื่อรองรับการก้าวสู่เออีซี และรับมือคู่แข่งจากทั่วโลก

“การย้ายฐาน (relocate) ธุรกิจของเอสเอ็มอี หนึ่งในปัจจัยที่ใช้ตัดสินใจว่าจะไปที่ไหน นอกจากเรื่องของธุรกิจ ยังรวมถึงมาตรฐานความเป็นอยู่ทางสังคม ซึ่งต้องยอมรับว่าไทย ค่อนข้างน่าสนใจสำหรับเอสเอ็มอีต่างชาติ ไม่แค่ญี่ปุ่น แต่ยุโรปเองก็มองไทย เพราะฉะนั้นไทยจะเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูงขึ้น ถ้าความสามารถทางการแข่งขันเราสู้ไม่ได้ ก็ให้ใช้ประโยชน์จากเออีซีในการเป็นตลาดเดียว พื้นที่การลงทุนเดียว อย่างย้ายไปเพื่อนบ้านเพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจต่อไป” เธอชี้แนะ

ในมุมมองของนักลงทุนญี่ปุ่น ที่เข้ามาลงทุนในไทยเมื่อเกือบ 10 ปี ที่ผ่านมา อย่าง “เอจิ ฮามาชิ” สะท้อนความเชื่อมั่น หลังเริ่มจากเป็นนักลงทุนที่มองหาธุรกิจที่มีโอกาสในประเทศไทย แล้วร่วมลงทุนผ่านบริษัทร่วมลงทุน จนเมื่อประมาณ 3 ปี ที่ผ่านมา ได้ตัดสินใจร่วมกับเพื่อนชาวญี่ปุ่น ตั้งบริษัทในประเทศไทยขึ้น ชื่อ “GFCT” เพื่อทำผลิตภัณฑ์ในแบรนด์ “Stream Trail” เจาะกลุ่มผู้มีใจรักการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เขาสรุปถึงการเลือกลงทุนในไทยว่า..

“จากประสบการณ์การลงทุนในหลายๆ ประเทศ พบว่า นักลงทุนญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในไทย มีสัดส่วนความสำเร็จมากกว่าประเทศอื่น”

เขาย้ำความเชื่อมั่นของการเดินหน้าลงทุนในไทย โดยบอกว่า การย้ายฐานการลงทุนของเอสเอ็มอีญี่ปุ่นมาประเทศไทย เป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย เพราะไทยเป็น “มิตรที่ดี” ไม่มีความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ บวกกับวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน และชุมชนของคนญี่ปุ่นในประเทศไทยที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นสามารถเริ่มธุรกิจได้ง่าย โดยเชื่อว่าน่าจะมีธุรกิจขนาดเล็ก ไม่ต่ำกว่า 200 กิจการที่ย้ายฐานมาประเทศไทยแล้ว

ญี่ปุ่นไม่ได้มองไทยเป็น “ตลาด” แต่มองเป็นประตูสู่อาเซียน และฐานการผลิตคุณภาพ เช่นเดียวกับกลยุทธ์ของ “Stream Trail” อย่าง แบรนด์ญี่ปุ่น ออกแบบโดยญี่ปุ่น ผลิตที่ไทย เพื่อส่งขายอาเซียน ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และยุโรป

หลังปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนกับญี่ปุ่น ที่นักลงทุนญี่ปุ่นมองว่าเป็นเรื่อง “อ่อนไหว” ทำให้หลายรายเลือกถอนทัพจากจีน โดยส่วนหนึ่งย้ายมาที่เมืองไทย ไม่เพียงเท่านั้น ยังรวมถึงประเด็นที่ ปัจจุบันประเทศจีนมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ค่าแรงแพงขึ้น บวกกับปัญหาเรื่องคุณภาพการผลิต และการลอกเลียนแบบ ซึ่งเอสเอ็มอีญี่ปุ่นที่เน้นงานดีไซน์อย่างพวกเขาย้ำว่า “เป็นเรื่องใหญ่มาก และทำให้ยากมากที่จะกลับไปใช้จีนเป็นฐานผลิตอีก”

ขณะที่ การเติบโตของ "ชนชั้นกลาง" ในภูมิภาคอาเซียนเริ่มมีมากขึ้น จึงหวังใช้ไทยเป็นฐานผลิตที่กระจายสินค้าสู่อาเซียน รวมไปถึง ส่งกลับไป ญี่ปุ่น ส่งต่อสู่เกาหลี และยุโรป หรือแม้แต่จะส่งกลับไปขายเมืองจีน ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

แม้เอสเอ็มอีญี่ปุ่น “ผู้มีประสบการณ์” จะตอกย้ำกับเราว่า สัดส่วน “ความสำเร็จ” ในไทย มีมากกว่า “ล้มเหลว” แต่ถนนเส้นนี้ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มาดูมุมมองที่แตกต่างจาก “ศุภชัย โตพิบูล” กรรมการบริหาร สยาม พี.ซี.เอส. ที่บอกเราว่า มีจำนวนไม่น้อยที่ต้องเจอกับสภาวะ “ช็อก” และ “สติแตก” กับสารพัดปัจจัยที่คาดไม่ถึงในสยามประเทศ
เงินเยนอ่อนค่า ก็พ่นพิษใส่เอสเอ็มอีญี่ปุ่นจนสาหัสแล้ว

"เอสเอ็มอีกู้เงินมา 200 ล้านเยน ตอนกู้ก็ประมาณ 80 ล้านบาท ไทย คิดว่าพอที่จะซื้อที่ สร้างโรงงาน สั่งซื้อเครื่องจักร มาเริ่มธุรกิจได้ ปรากฎค่าเงินเยนตกไป 25-30% เงินที่กู้มามูลค่ามันตกไป จาก 80 ล้านบาท เหลือแค่ 60 ล้านบาท ซึ่งหายไปเยอะมาก ต้องกลับไปคุยกับแบงก์บ้านเขาเพื่อที่จะขอกู้เพิ่ม แต่เอสเอ็มอีคุยกับธนาคารไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้สองเดือนที่ผ่านมาบางรายต้องชะลอการลงทุนไป"

มาเจอโชคชั้นที่ 2 กับต้นทุนที่คาดไม่ถึง แม้จะเตรียมใจมาบ้างกับค่าแรงที่เพิ่มขึ้นของไทย แต่ใครจะคิดว่า ค่าแรงที่ต้องจ่ายมันมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำด้วยซ้ำ เพราะแรงงานที่ไทยอ่อนไหวง่าย เรียกว่าพร้อมจะไปกับบริษัทที่ให้สูงกว่าและใหญ่กว่าอยู่เสมอ ขณะที่เทิร์นโอเวอร์บางที่ก็สูงถึง 10% และไม่แค่ค่าแรง ยังต้องมาเจอค่าล่าม ค่าผู้บริหารฝ่าย HR ค่าที่ปรึกษา ที่เขาบอกว่า “สูงจนน่ากลัว” ชนิดแตะหลักแสนบาทต่อเดือนเข้าไปแล้ว

มาบวกกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอที่มาพร้อมความไม่แน่นอนในหลายๆ ประเด็น ที่คนทำงานใกล้ชิดเอสเอ็มอีญี่ปุ่น แสดงความเห็นว่า เหมือนปิดประตูไล่ไม่ให้เขามา แต่รายที่มาแล้วก็ไปไหนไม่ได้

“เรื่องเหล่านี้ไม่มีใครอยากพูด เพราะกลัวเขาจะไม่กล้ามาลงทุน และแม้แต่ที่ปรึกษาเองบางทีก็ไม่รู้ หรือรู้ไม่หมด บอกแต่มิติดีๆ ทำให้หลายรายมาแล้วก็เหมือนโดนหลอก เจอเข้ากับตัวก็ถึงกับ สติแตก นี่คือสิ่งที่เอสเอ็มอีญี่ปุ่นต้องเผชิญ”

สารพัดปัจจัยทั้งบวกลบ หลากหลายแง่มุม ของเอสเอ็มอีแดนปลาดิบ ที่เอสเอ็มอีไทยคงต้องเกาะติดและพร้อมรับมืออยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เสียโอกาสหรือพลาดท่าเสียที แต่ยังคง “มีชัย” ได้ ในทุกสนามรบ

..........................

Key to success
โอกาส เอสเอ็มอีญี่ปุ่นบุกไทย
๐มองเป็นพาร์ทเนอร์ เรียนรู้เทคโนโลยีและธุรกิจ
๐มีช่องทางให้บริการลูกค้า SME ญี่ปุ่น
๐อาชีพ ล่าม เอชอาร์ และที่ปรึกษา ยังเป็นที่ต้องการสูง
๐โอกาสร่วมทุนระหว่างธุรกิจไทยกับญี่ปุ่น
๐ยกระดับมาตรฐานและปรับตัวให้เป็นมืออาชีพ
๐ใช้ศักยภาพของ AEC สร้างโอกาสให้ SME ไทย