ทุนใหม่ปั้นบล.ยูไนเต็ดบุกเออีซี

"ประพล มิลินทจินดา" กลุ่มทุนใหม่บล.ยูไนเต็ด เตรียมรีแบรนด์เปลี่ยนชื่อเป็น"เออีซี"อาศัยเครือข่ายใน-นอกบุกตลาดอาเซียน
นายประพล มิลินทจินดา ประธานกรรมการบริหาร บล.ยูไนเต็ด ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงแผนการบริหารงาน หลังรวมกลุ่มพันธมิตร 32 คนในแวดวงธุรกิจ ทุ่มเงินกว่า 951 ล้านบาท ซื้อหุ้นบล.ยูไนเต็ดในสัดส่วน 93.47% ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่แทนบล.ยูโอบีเคย์เฮียน ว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างเตรียมแผนทั้งทางด้านเอกสาร ตกแต่งออฟฟิศ และจัดหาทีมงานทั้งด้านผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่การตลาด (มาร์เก็ตติ้ง) เพื่อให้บริษัททำธุรกิจ หรือเริ่มการซื้อขายหุ้นได้ในเดือนส.ค.นี้ ซึ่งนอกจากการทำธุรกิจหลักทรัพย์ตามใบอนุญาตเดิมที่มีอยู่แล้ว 5 ใบ ยังเตรียมจะยื่นขอใบอนุญาตทำธุรกิจ ที่ปรึกษาการลงทุนแบบไพรเวทฟันด์ (Private Fund) ควบคู่ไปด้วย
ขณะเดียวกันบริษัทยังมีแผนจะเปลี่ยนชื่อ จากบล.ยูไนเต็ด เป็นบล.เออีซี ซิเคียวริตี้ โดยจะขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 10 มิ.ย.นี้ เพื่อสะท้อนเป้าหมายของทำธุรกิจของบริษัท ที่จะอาศัยจุดแข็งจากเครือข่าย (คอนเน็คชั่น) ทั้งในและต่างประเทศ รุกธุรกิจการให้คำปรึกษาทางการเงิน (ไอบี) ทั้งการลงทุนซื้อและควบรวมกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) และการจับคู่ทางธุรกิจในแถบอาเซียนที่จะมีมากขึ้นหลังเปิดประชาคมเขตเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี
"ผมเคยเป็นเลขาธิการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มา 2 ปีในสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบเกี่ยวกับด้านเออีซีโดยเฉพาะ รู้จักรัฐมนตรีทั้ง 10 ประเทศในอาเซียน ทำให้เห็นภาพว่าลึกๆ แล้วเออีซีคืออะไรมีโอกาสอะไรบ้าง"นายประพลกล่าว
สิ่งที่คนไม่ค่อยพูดถึงคือการใช้ประโยชน์จากกระแสเงินทุนที่เข้ามาจำนวนมาก โดยเฉพาะประโยชน์กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ซึ่งในปัจจุบันมีโอกาสในการเข้าหาแหล่งทุนค่อนข้างยาก บริษัทจึงจะเป็นตัวกลาง หรือศูนย์กลางในการเชื่อมแหล่งทุนเข้ากับผู้ประกอบการเหล่านี้ โดยวางเป้าหมายให้บริษัทเป็นศูนย์กลางการให้บริการครบวงจรเรื่องทุนของเอสเอ็มอีในอาเซียน แต่ในเบื้องต้นจะโฟกัสที่ผู้ประกอบการในประเทศก่อน อย่างไรก็ตามในช่วงแรก จะเริ่มที่ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นหลัก โดยมีเป้าจะรับมาร์เก็ตติ้งให้ได้ 100 คน มีเป้าหมายสร้างรายได้ให้ถึง 200 ล้านบาท ขณะที่การทำธุรกิจไอบี และไพรเวท อิควิตี้ น่าจะเริ่มได้ในช่วงกลางปีหน้า
"นอกจากรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์แล้ว เรายังมีแผนที่จะบริหารพอร์ตลงทุนของตัวเองมูลค่าเบื้องต้นประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อสร้างผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยง โดยบริษัทมีเป้าหมายระยะยาว จะสร้างผลตอบแทน หรือ อาร์โออี (ROE) ไม่ต่ำกว่า 10% สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดที่อยู่ที่ 8%"
ประธานกรรมการบริหาร บล.ยูไนเต็ด กล่าวด้วยว่า บริษัทยังสนใจจะทำธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET) เพราะเป็นตลาดที่น่าสนใจ แต่การทำธุรกิจของบริษัท จะไม่เน้นการซื้อขายเฉพาะในกระดานเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นตัวกลางประสานให้เกิดการซื้อขายจริงนอกตลาดได้ ซึ่งในสิ้นเดือนพ.ค.นี้ บริษัทจะลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กับทาง นานกิง ของจีน ในการทำธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าร่วมกัน
สำหรับที่มาที่ไปของการซื้อขายหุ้น บล.ยูไนเต็ดในครั้งนี้ เขาเล่าว่า รับรู้จากพันธมิตรว่า ทางยูโอบีสิงคโปร์ต้องการขาย จึงสนใจและได้เข้าไปติดต่อกับทางหุ้นใหญ่ที่สิงคโปร์โดยตรงเมื่อ 2 ปีที่แล้ว หลังจากนั้นก็บินไปพูดคุยที่สิงคโปร์กว่า 10 รอบ โดยที่ไม่ผ่านคนที่เมืองไทยเลย
"กว่าที่ทางสิงคโปร์จะตกลงขายให้ มีการตรวจสอบหลายขั้นตอน เพราะเขาอยากรู้ว่าทำไมเราจึงสนใจ และมีเป้าหมายอะไร ทำให้ผมโดนตรวจสอบหลายครั้ง ต้องนำเสนอแนวคิดการทำธุรกิจอย่างที่กล่าวไปข้างต้น ให้กับคณะกรรมการ หรือ บอร์ดของยูโอบีที่สิงคโปร์หลายรอบ เพราะเขาเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มีกระทรวงการคลังคุมอยู่ จึงค่อนข้างระมัดระวังตัว"
สำหรับเหตุผลที่ทางยูโอบีฯต้องการขาย เพราะอยากได้เงินสดกลับไป หลังจากที่ได้พนักงานและลูกค้าของบล.ยูไนเต็ดไปแล้ว แม้ว่าทางบล.ยูไนเต็ดจะมีเงินสดอยู่ประมาณ 1 พันล้านบาท หากยังถือหุ้นอยู่ก็ไม่สามารถเอาออกไปได้ เหมือนเงินจม ในขณะที่ตนก็อยากได้ใบอนุญาตที่บล.ยูไนเต็ดมีอยู่มาต่อยอดในการทำธุรกิจ ดีลนี้เหมือนการใช้เงินสดแลกเงินสด







