วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประสาร'ชี้เศรษฐกิจชะลอ จ่อลดดอกเบี้ย

"รัฐบาล-ธปท.-กนง."ประชุมนัดพิเศษจันทร์นี้ หวังทำความเข้าใจให้ตรงกัน "ประสาร"รับดอกเบี้ยมีส่วนเงินไหลเข้า ชี้มีโอกาสลดดอกเบี้ย หากศก.ชะลอ

รัฐบาลจัดประชุมนัดพิเศษกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อหารือมาตรการแก้ปัญหาค่าเงินบาท โดยจะเชิญเอกชนเข้าร่วมด้วย ซึ่งเป็นความพยายามหารือร่วมกันอีกครั้ง หลังเกิดความขัดแย้งในสัปดาห์ก่อน

การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สั่งให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไป "ทานข้าวเย็น" กับ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเรื่องนโยบายดูแลค่าเงินบาท

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าในวันจันทร์ที่ 13 พ.ค.นี้ จะมีการประชุมนัดพิเศษกับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสถานการณ์ค่าเงินบาท เพื่อทำความเข้าใจถึงภารกิจและหน้าที่ในการดูแลค่าเงินบาทให้ตรงกัน เพื่อต้องการให้อัตราแลกเปลี่ยนสามารถส่งเสริมการแข่งขันของภาคเอกชน หลังจากที่ได้มีการทำความเข้าใจกับนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่าเห็นใจทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ว่าการธปท.ในฐานะประธานกนง. นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการธปท. ที่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของธปท. แต่ไม่มีอำนาจยุ่งเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของกนง.

"ขณะนี้ยังไม่อยู่ในช่วงที่จะต้องออกมาตรการใดๆ ออกมา เพราะทุกฝ่ายต่างก็ทำงานตามกรอบของกฎหมาย โดยแบงก์ชาติก็มีมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที แต่หากมีมาตรการใดที่ต้องให้กระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบก็พร้อมสนับสนุนแต่ขอให้การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปด้วยความรอบคอบและรัดกุม"

นายกิตติรัตน์กล่าวว่าจากการหารือร่วมกันมาตั้งแต่เดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าไม่ต้องการเห็นค่าเงินบาทแข็งค่าจนขาดเสถียรภาพและส่งผลกระทบต่อการส่งออก จึงได้พยายามใช้มาตรการต่างๆ เข้ามาดูแล ซึ่งจะใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ก็ได้ โดยจะใช้เครื่องมือในการดูแลแบบผสมผสาน เพื่อดูแลการไหลเข้าของเงินทุน

บาทต่อดอลลาร์อ่อน รอผลประชุม

หลังจากที่ นายกิตติรัตน์ ระบุว่า จะมีการประชุมในวันจันทร์ ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์อ่อนค่าลง โดยนักลงทุนหันมาจับตาการประชุมของหน่วยงานด้านเศรษฐกิจหารือมาตรการแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า

วานนี้ (9 พ.ค.) บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงท้ายตลาด อยู่ที่ 29.44/47 อ่อนค่าจาก 29.33/36 ในช่วงเช้า ขณะที่ตลาดต่างประเทศ (offshore) อยู่ที่ 29.42/44 จาก 29.33/37 ในช่วงเช้า

นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์กล่าวว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทยังขาดทิศทางที่ชัดเจน เนื่องจากนักลงทุนยังติดตามความเคลื่อนไหวของทางการในเรื่องมาตรการป้องกันค่าเงินบาทแข็งค่า

นายกฯ บอกอย่ายุให้ปลด

ด้าน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกิตติรัตน์ รายงานผลการหารือกับธปท.ให้ทราบเป็นระยะ รวมทั้งหารือกับ กระทรวงการคลัง และ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

"จริงๆ แล้ว มาตรการที่ดูแลผลกระทบจากค่าเงินบาทขณะนี้เริ่มออกมาแล้ว เชื่อว่าคณะกรรมการ กนง. และ ธปท. ก็กำลังดูอยู่เช่นกัน แต่ต้องติดตามเป็นระยะเพื่อมีมาตรการในแต่ละขั้นต่อไป"

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างนายกิตติรัตน์กับนายประสาร ว่า “ท่านก็ได้ทานข้าวด้วยกันแล้วค่ะ การไม่เห็นตรงกัน ก็ไปพูดคุยในข้อเสนอก็ไปแก้ แต่ไม่ใช่ว่าทำงานร่วมกันไม่ได้ และยืนยันว่าไม่ได้เป็นการกดดันผู้ว่าการ แต่สิ่งที่กดดันคือการที่เราจะต้องร่วมกันปัญหาเศรษฐกิจมากกว่า เราอยากจะแก้ปัญหาร่วมกันให้เร็วมากกว่า"

เมื่อถามถึงข่าวที่อาจจะมีการปลดผู้ว่าการ ธปท.ออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีหันมายิ้ม แล้วตอบว่า “โหย...อย่ายุกันเล้ย” จากนั้นก็เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

ธปท. ชี้ ศก.ชะลอ ดอกเบี้ยมีโอกาสลด

ด้าน นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ยอมรับว่า ดอกเบี้ยนโยบายถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ดูแลค่าเงินบาทได้ เพียงแต่ดอกเบี้ยมีอีกภารกิจหนึ่งซึ่งถือเป็นภารกิจที่สำคัญ คือ การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศให้เกิดความสมดุล ถ้าเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลง ดอกเบี้ยก็มีโอกาสปรับลดลงได้ เพื่อดูแลไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะชะลอตัว

"บ้านเราเวลานี้ดอกเบี้ยรับภาระหนักอยู่ เพราะต้องดูความสมดุลของเศรษฐกิจในประเทศ ดังนั้น หากจะใช้เครื่องมือในเรื่องดอกเบี้ยก็คงต้องดูความเหมาะสมด้วยว่าจะผ่อนปรนได้ขนาดไหน เนื่องจากดอกเบี้ยมีภารกิจในการดูแลดุลยภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ ถ้าเศรษฐกิจค่อนไปทางแนวโน้มว่าไม่ได้เติบโตสูงมากนัก อันนี้ก็สามารถไปผ่อนภารกิจของดอกเบี้ยลงได้"นายประสารกล่าว

นายประสารกล่าวว่าขณะนี้ยังตอบไม่ได้ว่าภาวะเศรษฐกิจไทยเอื้อให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้หรือไม่ เพราะต้องรอดูตัวเลขเศรษฐกิจแท้จริง ซึ่งจะมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปีนี้ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพ.ค. นี้ ดังนั้น จึงต้องรอดูการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจก่อนว่าจะออกมาเป็นอย่างไร

นายประสารกล่าวอีกว่าการดูดุลยภาพที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจนั้นถือเป็นเรื่องยาก ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ต้องพิจารณาว่าจุดดุลยภาพที่สมดุลของอัตราดอกเบี้ยเป็นเท่าไร เพื่อดูแลไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะซบเซา

ทั้งนี้ กนง.จะมีการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 29 พ.ค. นี้

ชี้ค่าเงินเปลี่ยนแปลงมีผลกว่าดอกเบี้ย

นายประสาร ยอมรับว่าดอกเบี้ยถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผล แต่ตัวที่มีผลต่อการดึงดูดเงินทุนเหล่านี้เข้ามามากกว่า คือ การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน เพราะหากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ผลตอบแทนแล้ว สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าอัตราดอกเบี้ย

"เวลาเราพูดถึงส่วนต่างดอกเบี้ย 1% นั้น มันคือ 1% ต่อปี แต่ถ้าลงทุนในสกุลเงินแล้ว การแข็งค่าของค่าเงินในช่วง 2-3 เดือนบางครั้งให้ผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ค่อนข้างสูง แต่ทั้งนี้ก็ยอมรับว่าดอกเบี้ยอาจเป็นตัวแปรหนึ่งที่มีผลอยู่บ้าง เพียงแต่เวลานี้ดอกเบี้ยก็มีภาระหนักในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศอยู่"นายประสารกล่าว

สำหรับ ค่าเงินบาทที่กลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 8 พ.ค. นั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อภาพรวมเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่การตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางเกาหลีใต้นั้นเชื่อว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ที่เริ่มชะลอลง ประกอบกับเงินเยนซึ่งเป็นคู่แข่งขันของเกาหลีใต้อ่อนค่าลงไปมาก จึงทำให้เกาหลีใต้ต้องตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง

"กรณีเกาหลีใต้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง เมื่อเศรษฐกิจเขาเริ่มชะลอลง และดุลยภาพในประเทศเอื้อให้มีการปรับ เขาก็มีการปรับเพื่อไม่ให้แตกต่างจากที่อื่น"นายประสารกล่าว

ย้ำจับตาใกล้ชิดพร้อมใช้มาตรการ

นายประสาร ยังกล่าวถึง 4 มาตรการที่เสนอไปยังกระทรวงการคลังว่ายังมีมาตรการอื่นๆ ที่ ธปท.สามารถดำเนินการได้อีก เช่น การเข้าแทรกแซงในตลาดเงิน เพียงแต่การแทรกแซงของ ธปท. นั้น ไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้ เพราะจะมีทั้งคนได้และคนเสีย ซึ่ง ธปท. ยืนยันว่าได้ติดตามดูอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ นายประสาร ยอมรับว่า ในบรรดามาตรการทั้ง 4 ข้อนั้น การบังคับให้นักลงทุนต่างชาติป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด (Fully hedge) นั้น ถือเป็นมาตรการที่เข้มข้นสุด เพราะเท่ากับว่านักลงทุนต่างชาติไม่สามารถคาดหวังกำไรจากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนได้เลย เพียงแต่ ธปท.จะนำมาใช้หรือไม่ต้องขึ้นกับสถานการณ์

"เวลานี้ปัจจัยที่มีผลกับอัตราแลกเปลี่ยนมันมาจากต่างประเทศ ซึ่งต้องยอมรับว่าในตลาดเงินมีการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างรวดเร็ว หน้าที่ของเรา คือ ติดตามดูอย่างใกล้ชิด และการที่มีมาตรการต่างๆ ไว้ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งแต่ละมาตรการอาจไม่ต้องใช้ทั้งหมดก็ได้ หรือจะใช้อย่างผสมผสานกันก็ได้ โดยขึ้นกับแต่ละสถานการณ์"นายประสาร กล่าว

สศช.ชี้กระทบหนักไตรมาส 2-3

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจในช่วงเดือนก.พ. - มี.ค. ที่ผ่านมา มีสัญญาณอ่อนตัวลงจากผลกระทบของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นสะท้อนใน 3 ด้าน คือ การส่งออก การลงทุนภาคเอกชน และการบริโภค

"ถ้ามองเศรษฐกิจในภาพรวมเปรียบเทียบกับในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของเราก็น่าจะยังไปได้ โดยการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกก็ยังคงเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ที่ 4.5-5.5% แต่ถ้ามองเทียบกันเดือนต่อเดือน ถือว่าสัญญาณก็อ่อนลง แต่ยังสูงกว่าปีที่แล้วแต่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้"

สำหรับในไตรมาสที่ 2-3 ของปีนี้หากสถานการณ์เงินบาทยังเป็นไปในทิศทางแข็งค่าขึ้นผู้ประกอบการหลายส่วนจะได้รับผลกระทบแน่นอน โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานมาก ใช้วัตถุดิบในประเทศเพื่อผลิตสินค้าส่งออกก็จะได้รับผลกระทบมาก

"ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเป็นที่ทราบกันดีว่ามีเงินทุนไหลเข้ามาในระบบของไทยเป็นจำนวนมากเกินกว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ในขณะที่บางประเทศที่มีปัญหาใกล้เคียงกับไทยก็ดำเนินการลดดอกเบี้ยนโยบายลงไปแล้ว โดยเมื่อวานนี้ (9 พ.ค.) ออสเตรเลียก็ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อแก้ปัญหาไม่ให้เงินดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าเกินไป"นายอาคม กล่าว

ส.อ.ท.ยันเสนอลดดอกเบี้ยนโยบาย 1%

ด้านภาคเอกชนยังยืนยันข้อเสนอเดิม โดย นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การเข้าร่วมประชุมกับภาครัฐเรื่องค่าเงินบาทในวันที่ 13 พ.ค. นี้ ส.อ.ท.ยังยืนยันข้อเสนอเดิมที่เคยเสนอให้กับธปท.ก่อนหน้านี้ ที่ต้องการให้ภาครัฐดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนและไม่ให้แข็งค่าไปมากกว่าภูมิภาค

ก่อนหน้านี้เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อยแต่เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจึงถือว่าค่าเงินบาทในช่วงนี้ยังผันผวนอยู่ โดย ส.อ.ท.จะชี้แจงว่าเงินบาทแข็งค่ามีผลต่อผู้ส่งออกจึงต้องการให้ภาครัฐเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด

นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ส.อ.ท.ยืนยันว่าควรมีการลดดอกเบี้ยนโยบายลง ซึ่งก่อนหน้านี้ ส.อ.ท.เสนอ ธปท.ให้มีการลดดอกเบี้ยนโยบายลง 1% ซึ่งภาครัฐต้องมองหลายมิติว่าจะหาทางจัดการกับเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรอย่างไร เพราะว่าประเทศอื่นก็สามารถจัดการได้ แต่ไทยกลับปล่อยให้เข้ามากดดันจนเงินบาทแข็งค่า

ด้าน นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้แจ้งกับภาคเอกชนชัดเจนว่าการประชุมครั้งนี้ จะหารือเรื่องใดบ้าง ซึ่งคาดว่า ธปท. คงนำข้อมูลการเงินมารายงานให้ที่ประชุมรับทราบสถานการณ์ โดยภาคเอกชนต้องการฟังว่าภาครัฐจะมีแนวทางในการจัดการอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงนี้อย่างไร และ ธปท.จะมีข้อเสนอเพิ่มเติมจากที่รายงานต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปเมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมาหรือไม่

"ที่ผ่านมา ภาคเอกชนเสนอให้ลดดอกเบี้ยนโยบาย อาจจะไม่มีผลดีที่สุด แต่ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยได้ รวมทั้งต้องการให้ ธปท.เข้ามาแทรกแซงค่าเงินในระดับที่เหมาะสม เก็บภาษีกับเงินทุนที่ไหลเข้ามาเก็งกำไรระยะสั้น และลดเงื่อนไขการทำประกันความเสี่ยงค่าเงินบาทให้กับเอสเอ็มอี"