"นิวัฒน์ธำรง"เผยปลายเดือนพ.ค.นี้ ไทย-เมียนมาร์เตรียมลงนาม SPV เดินหน้าโครงการทวาย พร้อมปรับสัดส่วนถือหุ้นชาติละ 30% หากญี่ปุ่นเข้ามาร่วมทุน
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมไทย-เมียนมาร์เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง (JCC) เปิดเผยว่า ในช่วงปลายเดือน พ.ค.นี้ รัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมาร์จะร่วมกันจัดประชุมคณะกรรมการร่วมระดับสูงระหว่างไทย-เมียนมาร์ เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (JHC) ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทยและนายญาณ ทุน รองประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์เป็นประธาน โดยในการประชุมครั้งนี้จะจัดขึ้นที่ กรุงเทพฯ และมีความเป็นไปได้ที่จะมีการลงนามร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศเพื่อตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) ขึ้นในประเทศไทย เพื่อบริหารโครงการฯทวาย
"ขณะนี้คณะทำงานของทั้งไทยและเมียนมาร์ที่อยู่ในคณะทำงานในโครงการพัฒนาโครงการทวายยังคงทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และมีความคืบหน้าในเรื่องต่างๆเป็นลำดับทั้งการประชุมกลุ่มย่อยและการส่งเอกสารถึงกันทางอีเมลล์เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความพร้อมที่สุดสำหรับการประชุมในครั้งต่อไป โดยการประชุมครั้งต่อไปจะเป็นการประชุมระดับสูงซึ่งอาจจะมีการลงนามในการจัดตั้ง SPV"
นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า การจัดตั้ง SPV ขึ้นเป็น Holding Company จะเป็นการจัดตั้งโดยหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจของทั้งสองประเทศถือหุ้นในสัดส่วน 50% เท่าๆกัน โดยฝ่ายไทยได้มอบหมายให้ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์กการมหาชน) หรือ "สพพ." เป็นตัวแทนในการลงทุน อย่างไรก็ตาม การลงทุนใน SPV จะมีการใช้เงินลงทุนไม่มากนัก โดยไม่น่าจะเกิน 100 ล้านบาท เนื่องจาก SPV มีหน้าที่เป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ให้เกิดการลงทุนจึงไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนมาก สำหรับประเทศที่ 3 ที่จะเข้ามาลงทุนใน SPV ขณะนี้ได้มีการส่งหนังสือเชิญไปทางญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากญี่ปุ่นตอบรับเข้ามาถือหุ้นใน SPV ก็จะมีการปรับสัดส่วนการถือหุ้นใน SPV ใหม่ เช่น อาจเป็นชาติละ 30% ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ถือหุ้น โดยขณะนี้จำนวนผู้ถือหุ้นยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนแต่ขณะนี้ก็มีนักลงทุนหลายชาติเข้ามาติดต่อสอบถามเกี่ยวกับโครงการนี้เป็นระยะ
สำหรับการก่อตั้งนิติบุคคลย่อย (SPCs) ซึ่งจะเป็นผู้เข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ถนน ท่าเรือ และนิคมอุตสาหกรรม นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า จะมีการก่อตั้งขึ้นภายหลังจากที่มีการจัดตั้ง SPV เพื่อดำเนินโครงการเรียบร้อยแล้ว และการจัดตั้ง SPCs จะเป็นการลงนามในสัญญาระหว่างรัฐบาลเมียนมาร์กับบริษัทเอกชน เนื่องจากพื้นที่โครงการฯทวายตั้งอยู่ในเมียนมาร์









