วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แบงก์ชาติชง4มาตรการคุมเงินทุนไหลเข้า

ครม.รุมอัดธปท.ลอยตัวแก้ปัญหาค่าบาท หลัง"กิตติรัตน์"หอบ 4 มาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้ารายงาน "พาณิชย์-เกษตร" ชี้เสียหายหนัก บาทแข็งหลุด 30

การแก้ไขปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทแข็งค่า ยังคงเป็นประเด็นขัดแย้งอย่างหนัก ระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำจดหมายที่ ธปท.ตอบกลับมายังกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับแนวทางแก้ไขเงินบาทแข็งค่า โดยมี 4 มาตรการที่ ธปท.จะดำเนินการ เสนอต่อที่ประชุม ครม.

แหล่งข่าวจากที่ประชุม ครม. เปิดเผยว่า ช่วงหนึ่งของการประชุม ครม. วานนี้ (7 พ.ค.) นายกิตติรัตน์ ได้รายงานสถานการณ์ค่าเงินบาท โดยนำแฟ้มเอกสารผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) หนังสือตอบโต้ของกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติ มารายงานต่อ ครม. ให้รับทราบ โดยใช้เวลาหารือในวาระนี้ นานถึง 45 นาที

นายกิตติรัตน์ ได้อ่านมาตรการดูแลค่าเงินบาท 4 แนวทางของธปท.ในการแก้ปัญหา โดยมาตรการที่ 1 คือ การออกพันธบัตรของธปท. ที่สามารถกำหนดห้ามไม่ให้ต่างชาติซื้อพันธบัตร มาตรการที่ 2 การออกพันธบัตรของกระทรวงการคลังให้กำหนดระยะเวลาการถือครอง เช่น 3 เดือน หรือ 6 เดือน เพื่อป้องกันการเก็งกำไร มาตรการที่ 3 คือ เสนอให้เก็บภาษีและค่าธรรมเนียมสำหรับต่างชาติที่มาลงทุนในตลาดตราสารหนี้เมื่อได้รับผลตอบแทน และมาตรการที่ 4 ยังไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ใช้กัน คือ กรณีที่นักลงทุนต่างประเทศนำเงินเข้ามา ต้องทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อบังคับไม่ให้ได้รับผลตอบแทนทางบวก ขณะเดียวกันก็ไม่ได้รับผลกระทบในเชิงลบ

"มาตรการที่ 4 ยังไม่มีประเทศไหนในโลกเขาใช้กันและประเทศไทย คงไม่ได้ใช้เพราะไม่มีนักลงทุนที่ไหนเข้ามาแล้วเสมอตัว เพราะไม่ให้ได้รับผลตอบแทนเชิงบวกก็คือไม่ได้กำไร ไม่ได้รับผลตอบแทนเชิงลบ ก็คือ ไม่ขาดทุน" แหล่งข่าวกล่าว

ครม.ถกเครียดชี้ความเสียหายเกิดแล้ว

แหล่งข่าวกล่าว โดยอ้างแนวทางของ ธปท. อีกว่า นอกจากนี้เมื่อนำเงินเข้ามาแล้ว ต้องมีมาตรการกันสำรองเงินทุนจากต่างประเทศด้วย เหมือนที่เคยใช้เมื่อปี 2549 สมัย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ซึ่งกันสำรองที่ 30% มาตรการนี้ถือเป็นมาตรการแรงที่สุด จึงมีความกังวลว่าจะกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างมากเหมือนที่เกิดขึ้นในอดีต

แหล่งข่าวกล่าวว่า โดยบรรยากาศในการประชุมครม.ช่วงนี้ นั้นเป็นไปอย่างตึงเครียด โดยนายกิตติรัตน์ ได้ย้ำกับครม.ว่าได้เกิดความเสียหายแล้วจากค่าเงินบาทแข็ง ซึ่งสวนทางกับรายงานของธปท.ที่ยังไม่พบความเสียหาย โดยนายกิตติรัตน์ใช้คำพูดในที่ประชุมครม.ว่า "แบงก์ชาติยังมองโลกในแง่ดีเกินไป"

บุญทรงอัดซ้ำธปท.ลอยตัวเหนือปัญหา

ขณะที่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ได้กล่าวให้กำลังใจนายกิตติรัตน์ที่พูดคุยกับธปท.ด้วยความอดทนอดกลั้นอย่างมาก พร้อมกันนี้นายบุญทรงยังได้ความเห็นด้วยว่า ตนได้ประชุมกับผู้ส่งออกแล้ว พบว่าได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ทุกรายระบุตรงกันว่าได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็ง อาจจะทำให้ตัวเลขส่งออกปีนี้ที่ตั้งเป้าไว้ที่ 9% อาจได้ไม่ถึงครึ่ง หรืออาจจะไม่ขยายตัวเลยและนายบุญทรงเสนอให้กนง.พบปะกับผู้ส่งออกโดยตรงเพื่อให้รับทราบข้อมูลตรง เช่น กลุ่มอัญมณีที่การส่งออกลดลงถึง 41%

นายบุญทรง ยังตำหนิการดูแลค่าเงินบาททาง ธปท. ว่า ยังลอยตัวอยู่เหนือปัญหา เมื่อเกิดอะไรขึ้น ก็โยนว่าเป็นหน้าที่ของกนง. ทั้งๆ ที่ กนง. ก็มีผู้ว่าการ ธปท.เป็นประธานอยู่ด้วย ขณะที่ ครม.ก็ต้องมารับผิดชอบ ตกเป็นจำเลยเมื่อมีความเสียหายทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น เหมือนช่วงที่เกิดต้มยำกุ้ง

ขณะเดียวกัน นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวเช่นเดียวกับนายบุญทรง ว่า พบความเสียหายแล้วในการส่งออกของภาคการเกษตรที่มีความเสียหายแล้วกว่า 7หมื่นล้านบาท
แหล่งข่าวกล่าวว่า โดยวาระนี้เป็นเพียงการรายงานของนายกิตติรัตน์ครม.จึงมีมติรับทราบเท่านั้น และหลังจากรายงานจบนายกิตติรัตน์ก็เก็บแฟ้มเอกสารทันที

จี้ถามดอกเบี้ย-ขาดทุนแบงก์ชาติอีกรอบ

นายกิตติรัตน์ กล่าวภายหลังการประชุม ครม. ว่า ได้รายงานต่อที่ประชุม ครม.ไปเมื่อวันที่ 30 เม.ย. ไปแล้ว ว่า ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ทำหนังสือสอบถาม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และมีการตอบกลับมาแล้ว ซึ่งตนได้ทำหนังสือตอบไปยัง ธปท.อีกรอบ ใน 3 ประเด็น คือ 1.การขาดทุนของ ธปท.อย่างต่อเนื่อง ก็ต้องเป็นเรื่อง ธปท.จะต้องพิจารณาและทบทวนด้วย

2.เรื่องของดอกเบี้ย ที่มองว่าดอกเบี้ยเป็นปัจจัยรองที่ทำให้เงินทุนไหลเข้า น่าจะไม่สมเหตุสมผล ธปท.ก็ควรพิจารณาเรื่องนี้ด้วย

ส่วนประเด็นที่ 3 คือ มาตรการที่ ธปท.เสนอไว้เป็นแนวทาง โดยกระทรวงการคลังมองว่า บางมาตรการ ธปท.ดำเนินการได้ด้วยตัวเอง ซึ่งมาตรการเหล่านั้นตนได้เสนอว่าขอให้ ธปท.เลือกใช้ด้วยความรอบคอบและทันต่อสถานการณ์
อัด กนง. ต้องไม่โยนภาระให้หน่วยงานอื่น

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่มาตรการต่างๆ จะมีการนำออกมาใช้จะมีการหารือให้รอบคอบ และมีการหารือกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนนำออกมาใช้ แต่ก็ได้ขอให้ ธปท.และ กนง.ระบุให้ชัดเจนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบไปด้วยหน่วยงานใดบ้าง เพื่อให้มีความชัดเจนขึ้นในการดำเนินการ แต่ก็หวังว่าการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบของ กนง. ก็หวังว่าจะไม่ใช่การส่งผ่านความรับผิดชอบออกไปให้หน่วยงานอื่นๆ ให้ตัดสินใจแทนหน่วยงานของตน

"มาตรการที่มีการเสนอ เป็นเอกสารทำเป็นหนังสือลับรายงานต่อ รมว.คลัง บางมาตรการ ธปท.สามารถจะใช้เอง รวมทั้งได้มีกฎหมายรองรับแล้ว ส่วนจะอยู่ในอำนาจของ ผู้ว่าการหรือ กนง.ก็แล้วแต่การดำเนินงาน ส่วนมาตรการที่พร้อมใช้กว่าคือมาตรการดอกเบี้ย ก็ยังไม่เห็นใช้สักที "นายกิตติรัตน์ กล่าว

ยิ่งลักษณ์ปัดแก้เกาเหลาคลัง-ธปท.

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.รับทราบรายงานนายกิตติรัตน์เกี่ยวกับเรื่องเงินบาท ซึ่งให้นายกิตติรัตน์ ประสานนโยบายการเงินและการคลังร่วมกัน โดยในส่วนของการคลังให้ประสานงานกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และรวบรวมมาตรการที่ได้แก้ไขไปแล้ว และดูว่ามีกรณีใดที่จะต้องเร่งในการช่วยเหลือแก้ปัญหาเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า ส่วนมาตรการทางการเงินให้ประสานไปยังนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
เมื่อถามว่า รัฐบาลพอใจการทำงานของนายประสารหรือไม่ นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ขออนุญาตไม่วิพากษ์วิจารณ์ เพราะเราไม่สามารถที่จะเข้าไปแทรกแซงได้ ก็ขอความร่วมมือเพราะวันนี้เห็นอยู่แล้วว่า ปัญหาในส่วนผลกระทบเริ่มมีเข้ามาแล้ว

"เราจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในส่วนของหน้าที่รัฐบาล แต่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ต้องแก้แบบองค์รวม ในการทำงานจะใช้ในลักษณะพูดคุยได้อย่างเดียว เพราะในเชิงข้อกฎหมายไม่สามารถเอื้ออำนวยให้เราเข้าไปทำงานได้"
ปรีดิยาธรชี้ลดดอกเบี้ยแก้บาทแข็งได้น้อย

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ส.อ.ท. และ สมาคมธนาคารไทย ว่า กกร.ได้เชิญ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ค่าเงินบาท ซึ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า การใช้มาตรการลดดอกเบี้ยนโยบายแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่า เป็นแนวทางที่ให้ผลน้อยที่สุด และมีมาตรการอื่นที่ควบคุมเงินไหลเข้าและมีผลมากกว่า เช่น ภาษี

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ให้ความเห็นว่าช่วงนี้นักค้าเงินหรือผู้ที่จะเข้ามาหาประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยน น่าจะรู้ว่าไทยเอาจริง เพราะเงินบาทแข็งค่าเกินพื้นฐานเศรษฐกิจไปมาก

แหล่งข่าวจาก กกร. กล่าวว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เห็นสอดคล้องกับภาคเอกชนที่ค่าเงินบาทช่วงนี้มีความผันผวน แต่การลดดอกเบี้ยนโยบายอาจทำให้เกิดผลกระทบอื่นตามมา จึงเห็นว่าการแก้ปัญหานี้ควรใช้มาตรการการคลังร่วมด้วย และเห็นด้วยกับการแทรกแซงค่าเงินของ ธปท.แต่ต้องดำเนินการให้เหมาะสมกับช่วงเวลา

กอบศักดิ์ชี้บีบต่างชาติทำเฮดจิ้งแรงสุด

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจทีวี” ถึงมาตรการควบคุมเงินทุนเคลื่อนย้ายว่า คิดว่ามาตรการที่แรงสุด คือ การกำหนดให้นักลงทุนต่างชาติ ที่เข้าลงทุนตราสารหนี้ ต้องมีการทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพราะการทำประกันความเสี่ยง ทำให้ต่างชาติไม่สามารถเก็งไรค่าเงินบาทได้ ซึ่งมาตรการนี้เคยทำมาแล้ว โดยกำหนดให้นักลงทุนต่างชาติวางเงิน 30% ในปี 2549 เพื่อป้องกันการเก็งกำไรค่าเงินบาท

ส่วนมาตรการที่กำหนดให้ต่างชาติซื้อได้เฉพาะพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เชื่อว่าผลกระทบไม่มากนัก เพราะต่างชาติมีช่องทางอื่นในการลงทุนตลาดตราสารหนี้อื่น รวมทั้งการกำหนดห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตรแบงก์ชาติ รัฐวิสาหกิจ ที่มีอายุต่ำกว่า 6 เดือน

"ทั้งหมดเป็นมาตรการที่รัฐบาลมีอยู่ในกระเป๋า เป็นการขู่นักลงทุนที่ลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ไม่ให้เข้ามาป่วนตลาด"
ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาด ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ให้ความเห็นว่า นักลงทุนคงไม่ตื่นตระหนก เพราะเป็นการพูดเฉยๆ ยังไม่ทำ และมาตรการที่ออกเป็นมาตรการเฉพาะจุด

ตปท.ลงทุนต้องป้องกันความเสี่ยง

นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (THAIBMA) กล่าวว่า 4 มาตรการ นั้น หากค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่ต้องการ เช่น 29-31 บาทต่อดอลลาร์ ก็คงไม่จำเป็นต้องนำมาใช้ และเป็นการส่งสัญญาณไปถึงนักลงทุนต่างชาติด้วยว่า ถ้าค่าเงินบาทแข็งค่าเกินกรอบ จะมีมาตรการเข้ามาดูแล

เขากล่าวย้ำด้วยว่า หากจะใช้ควรจะเลือกจากมาตรการ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนด้วย การห้ามนักลงทุนต่างชาติซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือรัฐวิสาหกิจระยะสั้น ก็เป็นแนวทางที่น่าจะอยู่ในวิสัยที่บริหารจัดการได้ เพราะเราไม่ต้องการเงินลงทุนระยะสั้น ที่ไม่มีประโยชน์ ปัจจุบันมีเงินลงทุนระยะสั้นประมาณ 2 แสนล้านบาท
ชี้บังคับเฮดจิ้งกระทบรุนแรง

นายนิวัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า การบังคับให้นักลงทุนต่างชาติป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อไม่ให้นักลงทุนต่างชาติ มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนนั้น ถ้าจะทำคงต้องทำในทุกตลาดทั้งตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ ถ้าเลือกทำคงไม่เหมาะ และดูจะเป็นมาตรการที่ค่อนข้างรุนแรง

เขากล่าวอีกว่า ในกรณีที่จะให้ปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ถ้าทำเพียงบางส่วนที่มาลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ก็คงพอทำได้ แต่ถ้าจะทำทั้งหมดของเงินที่มาลงทุนในตราสารหนี้ ก็เหมือนปิดประตูต้อนรับเงินลงทุนต่างชาติ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อแผนการระดมทุนของภาครัฐในอนาคตด้วย

"แต่ถ้านำมาใช้กับตลาดตราสารหนี้อย่างเดียว และใช้ทั้งหมดเกรงจะเป็นยาแรง และกระทบบรรยากาศการลงทุนไป อาจเห็นเงินทุนไหลออกแรงจากตลาดตราสารหนี้ได้เช่นกัน"

หวั่นเลี่ยงเทรดบาทนอกประเทศ

ด้าน นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า มาตรการทั้ง 4 ข้อในการดูแลค่าเงินบาทของธปท.นั้น เชื่อว่าจะช่วยลดแรงกดดันการเก็งกำไรค่าเงินบาทได้ โดยเฉพาะการจำกัดการถือครองพันธบัตรระยะสั้น เพียงแต่มาตรการนี้มีข้อที่ห่วงอยู่บ้าง คือ นักลงทุนอาจหนีไปลงทุนในพันธบัตรระยะยาวได้

ส่วนข้อเสนอที่จะให้นักลงทุนต่างชาติทำ Fully Hedge เชื่อว่า จะลดแรงกดดันในเรื่องการเก็งกำไรค่าเงินบาทลงได้มาก แต่ต้องระวังว่า นักลงทุนต่างชาติจะใช้วิธีซื้อขายผ่านตลาดเงินบาทในต่างประเทศ (ออฟชอร์) แทน ซึ่งถ้าทำเช่นนั้น อาจเป็นเรื่องยากที่ ธปท.จะเข้าไปดูแลได้

คาดกระทบเงินลงทุนใหม่ที่จะเข้ามา

ขณะที่ นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า มาตรการทั้ง 4 ข้อนั้น ถือว่าเป็นมาตรการที่เพิ่มความยากลำบากในการเก็งกำไรค่าเงินบาทมากขึ้น และการกำหนดให้นักลงทุนต้องซื้อเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน จะส่งผลกระทบกับเงินลงทุนใหม่ที่จะเข้ามา
แนวโน้มเงินบาทในระยะต่อไป คาดว่าจะไม่แข็งค่ารวดเร็วเหมือนที่ผ่านมา แต่จะแข็งค่าต่อหรือไม่ ต้องติดตามค่าเงินเยนและยูโรประกอบด้วย

ส่วน นายวศิน ไสยวรรณ ผู้จัดการตลาดบริหารการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การที่ ธปท. และ กระทรวงการคลัง พร้อมออกมาตรการทำให้นักลงทุนกลัวและไม่กล้าเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาทแล้ว เงินทุนที่ไหลเข้ามาเริ่มมีปริมาณที่ลดลง เพราะกังวลมาตรการที่จะบังคับใช้