"กิตติรัตน์"หอบหนังสือตอบโต้ธปท.ฟ้องครม. ชี้มองโลกแง่ดี "พาณิชย์-เกษตร"ยันเกิดความเสียหาย ด้าน"บุญทรง"ผสมโรงธปท.ลอยตัวเหนือปัญหา
แหล่งข่าวจากที่ประชุมครม.เปิดเผยว่าช่วงหนึ่งของการประชุมครม.ในวันนี้(7พ.ค.) ได้มีการรายงานถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทโดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ที่หอบแฟ้มเอกสารผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) หนังสือตอบโต้ของกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)หรือว่าแบงค์ชาติ มารายงานให้ครม.รับทราบ โดยใช้เวลาในการหารือในวาระนี้นานถึง 45นาที
นายกิตติรัตน์ ได้อ่านมาตรการดูแลค่าเงินบาท 4 แนวทางของธปท.ในการแก้ปัญหา โดยมาตรการแรกคือการออกพันธบัตรของธปท. ที่สามารถกำหนดห้ามไม่ให้ต่างชาติซื้อพันธบัตร มาตรการที่สอง การออกพันธบัตรของกระทรวงการคลังให้กำหนดระยะเวลาการถือครองเช่น 3 เดือนหรือ 6 เดือน เพื่อป้องกันการเก็งกำไร มาตรการที่สามที่ธปท.เสนอคือให้เก็บภาษีและค่าธรรมเนียมสำหรับต่างชาติที่มาลงทุนในตลาดตราสารหนี้เมื่อได้รับผลตอบแทน และมาตรการที่สี่ซึ่งยังไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ใช้กัน คือ กรณีที่นักลงทุนต่างประเทศนำเงินเข้ามาต้องทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อบังคับไม่ให้ได้รับผลตอบแทนทางบวกขณะเดียวกันก็ไม่ได้รับผลกระทบในเชิงลบ
"ซึ่งมาตรการที่4ยังไม่มีประเทศไหนในโลกเขาใช้กันและประเทศไทยคงไม่ได้ใช้เพราะไม่มีนักลงทุนที่ไหนเข้ามาแล้วเสมอตัว เพราะไม่ให้ได้รับผลตอบแทนเชิงบวกก็คือไม่ได้กำไร ไมได้รับผลตอบแทนเชิงลบก็คือไม่ขาดทุน"แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวโดยอ้างแนวทางของธปท.อีกว่า นอกจากนี้เมื่อนำเงินเข้ามาแล้วต้องมีมาตรการกันสำรองเงินทุนจากต่างประเทศด้วย เหมือนที่เคยใช้เมื่อปี 2549 สมัยม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ซึ่งกันสำรองที่ 30% มาตรการนี้ถือเป็นมาตรการแรงที่สุด จึงมีความกังวลว่าจะกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างมากเหมือนที่เกิดขึ้นในอดีต
บรรยากาศในการประชุมครม.ตอนนี้นั้นเป็นไปอย่างตึงเครียดโดยนายกิตติรัตน์ ได้ย้ำกับครม.ว่าได้เกิดความเสียหายแล้วจากค่าเงินบาทแข็ง ซึ่งสวนทางกับรายงานของธปท.ที่ยังไม่พบความเสียหาย โดยนายกิตติรัตน์ใช้คำพูดในที่ประชุมครม.ว่า "แบงค์ชาติยังมองโลกในแง่ดีเกินไป" และจากนั้นนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ได้กล่าวให้กำลังใจนายกิตติรัตน์ที่พูดคุยกับธปท.ด้วยความอดนอดกลั้นอย่างมาก พร้อมกันนี้นายบุญทรงยังได้ความเห็นด้วยว่า ตนได้ประชุมกับผู้ส่งออกแล้วพบว่าได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยยังต้องพึ่งพิงการส่งออกถึง 60%ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) คิดเป็นมูลค่า 250,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ผู้ประกอบการส่งออกทุกรายระบุตรงกันว่าได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งอาจจะทำให้ตัวเลขการขยายตัวการส่งออกปีนี้ที่ตั้งเป้าไว้ที่ 9% อาจจะขยายได้ไม่ถึงครึ่งของเป้าที่ตั้งไว้ หรืออาจจะไม่ขยายตัวเลยก็เป็นไปได้ และนายบุญทรงเสนอให้กนง.พบปะกับผู้ส่งออกโดยตรงเพื่อให้รับทราบข้อมูลตรง เช่นกลุ่มอัญมณีที่การส่งออกลดลงถึง 41%
"ซึ่งเรื่องนี้ที่ประชุมครม.จึงมีเห็นควรว่าให้กระทรวงการคลังเชิญกนง.ได้พบปะกับผู้ประกอบการเพื่อรับทราบปัญหาที่แท้จริง" แหล่งข่าว กล่าวและว่านอกจากนี้นายบุญทรงยังตำหนิการดูแลค่าเงินบาททางธปท.ว่ายังลอยตัวอยู่เหนือปัญหา เมื่อเกิดอะไรขึ้นก็โยนว่าเป็นหน้าที่ของกนง. ทั้งๆที่กนง.ก็มีผู้ว่าฯธปท.เป็นกรรมการอยู่ด้วย ขณะที่ครม.ก็ต้องมารับผิดชอบ ตกเป็นจำเลยเมื่อมีความเสียหายทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นเหมือนช่วงที่เกิดต้มยำกุ้ง
ขณะเดียวกัน นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รมว.เกษตร ได้กล่าวเช่นเดียวกับนายบุญทรงว่าพบความเสียหายแล้วในการส่งออกของภาคการเกษตรที่มีความเสียหายแล้วกว่า 7 หมื่นล้านบาท









