วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อุตฯยอมรับลดต้นทุนโลจิสติกส์พลาดเป้า

กพร.ชี้การลดต้นทุนโลจิสติกส์อุตสาหกรรมพลาดเป้าที่ตั้งไว้ปีละ 2.5 หมื่นล้านบาท เหตุข้อจำกัดด้านงบประมาณ

นางอนงค์ ไพจิตรประภาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักโลจิสติกส์ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผยว่า แผนแม่บทการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรม ปี 2555-2559 กำหนดเป้าหมายลดต้นทุนโลจิสติกส์อุตสาหกรรมปีละ 25,000 ล้านบาท รวม 5 ปี จะลดต้นทุนโลจิสติกส์อุตสาหกรรมได้ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ผ่านมามีปัญหาด้านงบประมาณ จึงไม่สามารถดำเนินการลดต้นทุนโลจิสติกส์อุตสาหกรรมได้ตามเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม ในปี 2555 กรมฯได้รับงบประมาณสำหรับพัฒนาโลจิสติกส์อุตสาหกรรม 87 ล้านบาท สามารถลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้ 2,500 ล้านบาท ปี 2556 ได้รับงบประมาณ 110 ล้านบาท คาดว่าจะลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้ 3,000 ล้านบาท และปี 2557 เสนอของบประมาณ 157 ล้านบาท คาดว่าจะลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้ 4,000-5,000 ล้านบาท หากกรมฯได้รับงบประมาณมากกว่าในปัจจุบัน เชื่อว่าจะดำเนินโครงการให้ผู้ประกอบการลดต้นทุนโลจิสติกส์อุตสาหกรรมได้ตามเป้าหมายแต่ละปี

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่าต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยในปัจจุบันคิดเป็น 15.2% ของจีดีพี คาดว่าจะลดเหลือ 12% ภายในปี 2560 หากมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 2 ล้านล้านบาทจะช่วยให้ต้นทุนโลจิสติกส์ลดลง เพราะปัจจุบันต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการเป็นต้นทุนด้านการขนส่ง 47 % ต้นทุนสินค้าคงคลัง 42% และต้นทุนการบริหารจัดการโลจิสติกส์ 11%

"การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมจะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันดีขึ้น ธนาคารโลกแนะนำให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพราะการขนส่งของไทยในปัจจุบัน 82% เป็นการขนส่งทางถนน ส่วนการขนส่งทางรางมีสัดส่วนแค่ 2% ถ้าพัฒนาระบบรางจะทำให้ต้นทุนค่าขนส่งของผู้ประกอบการลดลง"

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องวางแผนการขนส่งในอนาคต ซึ่งการขนส่งที่มีระยะทางไม่เกิน 400 กิโลเมตร ควรขนส่งทางถนน เพราะไม่เสียเวลาขนถ่ายสินค้าขึ้น-ลงรถไฟ แต่หากระยะทางเกิน 400 กิโลเมตร ควรขนส่งทางรถไฟ
นายเสน่ห์ นิยมไทย อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กล่าวในงานสัมมนาแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศเพื่อกรีนซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อส่งออก วานนี้(2พ.ค.) ว่า การจัดการโลจิสติกส์อุตสาหกรรมต้องดำเนินการตลอดซัพพลายเชนจึงจะเห็นผล โดยจะช่วยลดต้นทุนประกอบการได้ ซึ่งปัจจุบันประเทศคู่ค้ามีแนวโน้มจะใช้มาตรการกีดกันทางการค้ามากขึ้น เช่น สหภาพยุโรป(อียู) จึงจำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องยกระดับด้านต่างๆตลอดซัพพลายเชน

"ปีนี้กรมฯจัดโครงการกรีนซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง เพราะเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ โดยปีนี้คาดว่าจะส่งออกได้ 1,200-1,300 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 14-18%"

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้มีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมันสำปะหลังตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ 10 ราย เข้าร่วมเพื่อพัฒนาการจัดการโลจิสติกส์ให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเป็นต้นแบบให้ผู้ประกอบการรายอื่น โดยผู้เข้าร่วมสามารถขอรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ได้ ซึ่งในปี 2557 กรมฯวางแผนจะดำเนินการในอุตสาหกรรมอื่นต่อไป