นักลงทุนต่างชาติแห่โยกเงินเข้าเก็งกำไรตลาดตราสารหนี้ ดักฟันกำไร 2 เด้ง "บาทอ่อน-กนง.ลดดอกเบี้ย"
ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ วานนี้ (29 เม.ย.) อ่อนค่าลงในช่วงบ่าย ขณะที่นักลงทุนเปลี่ยนความสนใจไปยังท่าทีของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า จะมีการส่งสัญญาณใดๆ ที่เกี่ยวกับมาตรการดูแลค่าเงินบาทหรือไม่ ในการประชุมวันนี้ (30 เม.ย.)
ในช่วงท้ายตลาด บาทต่อดอลลาร์ อยู่ที่ 29.29/33 จาก 29.15/18 บาทในช่วงเช้า ในขณะที่ตลาดต่างประเทศ (offshore) อยู่ที่ 29.29/31 จาก 29.16/23 ในช่วงเช้า
นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า นักลงทุนรอผลการประชุม กนง. แม้ว่านักลงทุนจะคลายความกังวลจากเมื่อวันที่ 26 เม.ย. อีกทั้งกังวลการแทรกแซงจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เข้ามาดันค่าเงินบาทเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
พันธบัตรรัฐบาลไทยดีดตัวขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 5 ปีร่วงลงสู่ 2.95% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2553 และผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 3.43% ในสัปดาห์ที่แล้ว
นักวิเคราะห์บางราย กล่าวว่า บาทมีความเสี่ยงต่อการปรับฐานมากขึ้น แม้ว่าไม่มีมาตรการเพิ่มเติม ขณะที่นักลงทุนมองว่าบาทแข็งค่าขึ้นมากเกินไป
"ตลาดได้เปลี่ยนมุมมองต่อค่าเงินบาทแล้ว ยอมรับว่า บาทต่อดอลลาร์ที่ต่ำกว่า 29 แข็งค่าเกินไป" นายคูน โก๊ นักกลยุทธ์สกุลเงินจาก เอเอ็นแซด กล่าว
"ปัจจัยพื้นฐานของไทยยังค่อนข้างดีอยู่ แต่บาทแข็งค่ามากเกินไปภายในเวลาอันสั้น และ ดอลลาร์อาจจะร่วงลงจากแรงขายทำกำไรมากขึ้น และอาจจะแตะระดับ 29.70"
บาทต่อดอลลาร์ แข็งขึ้น 4.4% นับตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยเป็นสกุลเงินแข็งค่ามากที่สุดในเอเชียปีนี้ โดยปรับลงกว่า 2% เทียบกับเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ต่างชาติเข้าตลาดพันธบัตร
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) สรุปภาวะการซื้อขายรวม 208,723 ล้านบาท โดยประเภทของตราสารที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุด คือ พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 154,715 ล้านบาท คิดเป็น 74.3% รองลงมาคือ พันธบัตรรัฐบาล มีมูลค่าการซื้อขาย 49,550 ล้านบาท คิดเป็น 23.5% ทางด้าน หุ้นกู้เอกชน มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 2,822 ล้านบาท คิดเป็น 1.4%
ประเภทของนักลงทุนที่มียอดซื้อสุทธิ สูงที่สุด คือ กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซื้อสุทธิ 27,550 ล้านบาท รองลงมา กลุ่มนิติบุคคลในประเทศ ซื้อสุทธิ 21,928 ล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติ มียอดซื้อสุทธิ มูลค่า 11,130 ล้านบาท
ทั้งนี้ ผลตอบแทน (Yield Curve) ปรับตัวลดลงทุกช่วงอายุของตราสารหนี้ ประมาณ 2-5 bps. จากแรงซื้อกลับของนักลงทุน โดยตลาดคาดว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย
ต่างชาติแห่ซื้อบอนด์สั้นเก็ง กนง. ลดดอกเบี้ย
เผยต่างชาติแห่เก็งกำไรตราสารหนี้
แหล่งข่าวจาก สมาคมตลาดตราสารหนี้ ให้ความเห็นว่า วานนี้ (29 เม.ย.) ผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) ทุกอายุ ปรับตัวลดลง เนื่องจากมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ ที่เข้ามาเก็งกำไรในตลาดตราสารหนี้ หลังจากที่ค่าเงินบาทอ่อนค่า ขณะเดียวกันยังคาดว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในวันนี้ (30 เม.ย.) จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อลดแรงกดดันค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งจะทำให้ต่างชาติสามารถทำกำไรได้ 2 ต่อ ทั้งจากค่าเงินบาทที่อ่อนและผลตอบแทนจากพันธบัตร
วานนี้ (29 เม.ย.) ทางการไม่ได้มีการออกมาตรการอะไรออกมา เพื่อดูแลค่าเงินบาท หรือเข้ามาคุมการซื้อขายตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ ทำให้นักลงทุนต่างชาติโยกเงินกลับเข้ามาเก็งกำไรตลาดตราสารหนี้อีกครั้ง
ยอดต่างชาติซื้อสุทธิกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท เป็นการลงทุนตราสารหนี้ที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี กว่า 8.5 พันล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 2.5 พันล้านบาท ลงทุนตราสารหนี้อายุมากกว่า 1 ปี
ผลตอบแทนพันธบัตร 1 ปี วานนี้ เทียบกับวันศุกร์ที่ผ่านมา ลดลงมาแตะ 2.72% จาก 2.74% 2 ปี 2.79% จาก 2.84 % 5 ปี ลดลงมาเหลือ 3.08% จาก 3.11% 10 ปี 3.41% จาก 3.44% และ 15 ปี เหลือ 3.69% จาก 3.72%
ขณะที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (26 เม.ย.) หลังจากที่มีกระแสข่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ กระทรวงการคลัง จะมีการออกนโยบายดูแลค่าเงินบาท และอาจมีการเก็บภาษีกำไรจากการลงทุนตราสารหนี้ ทำให้ตลาดวิตกและนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิออกมากว่า 2 พันล้านบาท








