สศค.คาดแนวโน้มเงินในภูมิภาคมีแนวโน้มแข็งค่า 1-3 ปี เสนอภาครัฐ เอกชนใช้ประโยชน์จากแนวโน้มเงินบาทแข็งค่า
นายพิสิทธิ์ พัวพัน ผู้อำนวยการส่วนวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทปัจจุบันเทียบกับค่าเฉลี่ยปีที่แล้วแข็งค่าขึ้น 6.6% และในขณะนี้อัตราแลกเปลี่ยนยังมีแนวโน้มแข้งค่าขึ้นและรัฐบาลกำลังหารือกันว่าจะดำเนินการอย่างไร โดย ธปท.มีหน้าที่ดูแลอัตราแลกเปลี่ยน
ส่วนกระทรวงการคลังจะช่วยเหลือภาคเอกชนผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงไทย ซึ่งได้มีช่วยเหลือเอสเอ็มอีในการทำฟอร์เวิร์ด คอนแทรค แต่เท่าที่ติดตามยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
ในช่วง 1-3 ปี ข้างหน้า ค่าเงินมีแนวโน้มแข็งค่าทั้งภูมิภาค ทำให้ภาครัฐและภาคเอกชนต้องมาวางแผนว่าจะดำเนินการอย่างไรหากเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น โดยภาครัฐจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 2 ล้านล้านบาท และกระทรวงการคลังประเมินว่าต้องนำเข้าประมาณ 40% ของงบทั้งหมด และจะเร่งให้รัฐวิสาหกิจคืนหนี้ต่างประเทศก็จะได้ประโยชน์จากแนวโน้มดังกล่าว
ส่วนภาคเอกชนก็จะเข้าไปดูว่าจะทำอย่างไรให้เอกชนนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศได้คล่องตัวมากขึ้น









