วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ชัชชาติ'ยันลงทุน2ล้านล้าน พัฒนาทุกภาคส่วน

"ชัชชาติ"โต้"สมคิด-ทนง"ยันพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท พัฒนาทุกภาคส่วน ลดความยากจน ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ นอกเหนือจากการคมนาคมขนส่ง ซึ่งปัญหาที่ไม่ได้แก้ไขคือความยากจน การไม่เท่าเทียมกันและการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอาเซียนว่า การพัฒนาจะต้องมีหลายมิติ ซึ่งรัฐบาลมีแผนด้านอื่นๆ อยู่แล้ว ดังนั้นการลงทุนตามยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศปี 2556- 2563 จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ 1. การสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

2. การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 3. การสร้างโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันทางสังคม และ4. การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยรัฐบาลได้พิจารณาถึงปัจจัยพื้นฐานของการพัฒนาประเทศและระบบโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมเพื่อเชื่อมโยงและสร้างโอกาสให้แก่ประชาชนทุกภูมิภาค ซึ่งจะเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าจากแหล่งผลิตสินค้าเกษตร แหล่งอุตสาหกรรม ภาคการบริการท่องเที่ยวของไทย เชื่อมโยงการเดินทางระหว่างเมืองหลักทางเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคมายังจังหวัดใกล้เคียง เพื่อกระจายความเจริญทางด้านเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างจังหวัด

"การคมนาคมถือเป็นปัจจัยพื้นฐานของการพัฒนาทุกด้าน เพราะเป็นต้นทุนของทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และอื่นๆ ดังนั้นเมื่อประชาชนเข้าถึงระบบการคมนาคมขนส่งที่ดี มีคุณภาพ และลดระยะเวลาในการขนส่งสินค้าทางเกษตร จากโครงการรถไฟทางคู่ รถไฟสายใหม่ และการขยายทางหลวงเป็น 4 ช่องจราจร ซึ่งจะส่งเสริมให้ประชาชนทุกภาคส่วนของประเทศสามารถเข้าถึงแหล่งการศึกษาที่อยู่ในแต่ละจังหวัดหลักของภูมิภาค ลดการกระจุกตัวของเมืองใหญ่ ลดช่องว่างทางสังคม ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน"นายชัชชาติ กล่าว

ส่วนประเด็นของนายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ระบุว่า การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม เช่น รถไฟความเร็วสูง จะก่อให้เกิดปัญหา เนื่องจากผู้มีรายได้น้อยไม่ได้ใช้บริการ เนื่องจากราคาค่าโดยสารสูง นั้น ต้องการให้การพัฒนารถไฟความเร็วสูง เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อม และกระจายการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจจากกรุงเทพ ฯ ไปยังภูมิต่าง ๆ ซึ่งโครงข่ายระหว่างทางทั้งหมด จะช่วยส่งเสริมการจ้างงงานในจังหวัดต่าง ๆ เพิ่มรายได้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด

"เมื่อมีรถไฟความเร็วสูงแล้ว ก็จะมีผู้โดยสารใช้บริการไปยังจังหวัดต่าง ๆ ช่วยส่งเสริมรายได้จากการท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้น และการพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ในการลงทุนประกอบด้วยโครงการรถไฟสายใหม่ 3 เส้นทาง การขยายทางหลวงสายหลัก การพัฒนาทางหลลวงเพื่อการท่องเที่ยว"นายชัชชาติ กล่าว

สำหรับประเด็นของนายบรรยง พงษ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคิน-ภัทร ระบุว่า ไม่จำเป็นต้องกู้เงินเงินทั้ง 2 ล้านล้านบาท โดยแนะนำให้ลงทุนในรูปแบบ เช่น การให้สัมปทานกับเอกชน การใช้พ.ร.บ.ร่วมทุน ซึ่งจะทำให้ภาระหนี้ต่องบประมาณของประเทศไม่สูงนั้น กรณีการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เป็นเรื่องจำเป็น และโดยทั่วไปจะมีอัตราผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ และใช้งบประมาณที่สูง รัฐจึงมีความจำเป็นที่ต้องเข้าไปลงทุนก่อน เพราะเอกชนอาจยังไม่กล้าเข้ามาลงทุน และต่อไปหากโครงการประสบผลสำเร็จ จะเป็นโอกาสในการเปิดให้เอกชนเข้าร่วมงานในลักษณะร่วมทุน