วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รับบาทแข็ง!ไร้สัญญาณแทรกแซง ลดดบ.

ธปท.ยอมรับบาทแข็ง 6% สูงสุดในภูมิภาค บอกสาเหตุเงินไหลเข้าเพราะมั่นใจเศรษฐกิจ ไร้สัญญาณแทรกแซง-ลดดอกเบี้ย สกัดเงินไหลเข้า ระบุยังไม่ถึงเวลา

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่า ค่าเงินบาทไทย ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน แข็งค่าสูงสุดในภูมิภาค โดยแข็งค่าขึ้น 6.28% จากระดับ 30.55 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ 28.82 บาทต่อดอลลาร์ สาเหตุหลัก เพราะปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยดี ต่างประเทศมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัจจัยลบในแต่ละประเทศทำให้ค่าเงินของเพื่อนบ้านอ่อนค่าลง เริ่มจากอินโดนีเซีย ที่มีปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและขาดดุลงบประมาณ ทำให้ค่าเงินรูเปียอ่อนค่าลงจากต้นปี 1% เปโซ ,ฟิลิปปินส์ อ่อนค่าลง 0.63% เงินวอน, เกาหลีใต้ อ่อนค่าลง 4.28% จากความตึงเตรียดของคาบสมุทรเกาหลี, สิงคโปร์อ่อนค่าลง 1.44% ขณะที่เงินริงกิต มาเลเซีย แข็งค่าเล็กน้อยเพียง 0.16% ตามสถานการณ์การเลือกตั้ง

ทั้งนี้ หากมองการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาคในปีที่ผ่านมา พบว่าเงินสกุลต่างๆ แข็งค่าขึ้นตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ขณะที่เงินบาทเพิ่งจะเริ่มแข็งค่าในปีนี้ ซึ่ง ธปท. ไม่ได้นิ่งนอนใจและยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังยืนยันว่า มีมาตรการที่จะเข้ามาดูแล หากถึงเวลาที่เหมาะสม เพราะทุกมาตรการมีผลข้างเคียงและมีผลกระทบระยะยาวต่อตลาด จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

"การทำมาตรการทุกอย่างมีผลข้างเคียง มีผลในระยะยาวต่อการพัฒนาตลาด ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบที่สุด เราในฐานะคนทำงานก็ต้องเตรียมไว้ตลอด พร้อมใช้เมื่อจังหวะเวลาเหมาะสม แต่ก็ยอมรับว่าบาทแข็งค่าขึ้นมากและเร็ว ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด" นางจันทวรรณ กล่าว

การใช้มาตรการในการดูแลค่าเงิน ต้องพิจารณาภาพรวมเศรษฐกิจ ทั้งฝั่งผู้นำเข้าและผู้ส่งออก แต่หากจะดูแลเฉพาะผู้ส่งออกอย่างเดียว ควรมีเครื่องมือดูแลเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ มากกว่าใช้เครื่องมือมหภาคมาดูแล เพราะขณะนี้ มีส่วนของผู้นำเข้าเครื่องจักร และเอกชนที่ไปซื้อกิจการต่างประเทศได้รับผลดีจากการที่บาทแข็ง

ทั้งนี้ จากการติดตามการเคลื่อนไหวของเงินบาท มีทั้งแข็งค่าและอ่อนค่า และพบว่า เป็นเงินทุนที่เข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรเป็นหลัก ทำให้การถือครองพันธบัตรภาครัฐของนักลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้น 1.4 แสนล้านบาทในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยส่วนใหญ่ 60% เป็นพันธบัตรระยะยาว อายุเฉลี่ย 4.7 ปี และพันธบัตรระยะสั้น 40% แสดงว่า เงินต่างชาติที่เข้ามาไม่ใช่เงินทุนระยะสั้น หรือเก็งกำไร

ขณะเดียวกันยังยืนยันด้วยว่า อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าประเทศตะวันตก ก็ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ดึงดูดเงินทุนไหลเข้า เพราะดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีอัตราใกล้เคียงกับเพื่อนบ้าน แต่ที่ไทยโดดเด่นกว่า เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจและเครดิตของไทยดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน