หุ้นกลุ่มค้าปลีกปรับตัวขึ้นแรงสวนภาพรวมตลาดหุ้นไทยรับข่าวซีพี ออลล์ เทคโอเวอร์หุ้นแม็คโคร โบรกเกอร์เผย"บิ๊กซี"แชมป์พุ่งแรง
การเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มธุรกิจค้าปลีกปรับตัวเพิ่มขึ้น สวนภาพรวมตลาดหุ้นไทย ล่าสุดดัชนีกลุ่มปิดตลาดที่ 32,541.08 จุด เพิ่มขึ้น 289.24 จุดคิดเป็น 0.90% ขณะที่ดัชนีรวมปิดตลาดที่ระดับ 1,549.35 จุด ลดลง 9.75 จุด คิดเป็น 0.63 % ส่วนหุ้นบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ หรือบิ๊กซี ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากสุด ล่าสุดปิดตลาดที่ราคา 232 บาท เพิ่มขึ้น16 บาท คิดเป็น 7.41%
นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี กล่าวว่า การที่หุ้นกลุ่มค้าปลีกปรับตัวขึ้นแรง เพราะรับข่าวซีพี ออลล์ เทคโอเวอร์ สยามแม็คโคร หรือแม็คโคร หุ้นกลุ่มนี้จึงมีแรงซื้อขายเข้ามา ส่วนหุ้นบิ๊กซีปรับตัวขึ้นแรง เพราะนักลงทุนเข้ามาเก็งกำไร โดยมีราคาที่ถูกกว่าหากเทียบกับแม็คโคร โดยพีอีเรโชหุ้นบิ๊กซีอยู่ที่ 26 เท่า ขณะที่แม็คโคร อยู่ที่ 40 เท่า เมื่อเทียบราคาแล้วหุ้นบิ๊กซีน่าสนใจกว่า คาดหุ้นแม็คโคร เปิดซื้อขายวันแรก ราคาจะปรับตัวขึ้นไปแตะที่ 787 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ประกาศทำคำเสนอซื้อ
"หุ้นบิ๊กซีปรับตัวขึ้นแรง เกิดจากแรงเก็งกำไร เพราะมองราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปได้อีก โดยเฉพาะพีอีเรโชต่ำอยู่ที่ 26 เท่า ขณะที่แม็คโคร พีอีเรโชสูงถึง 40 เท่า เมื่อเปิดซื้อขายจะมีโอกาสที่นักลงทุน เทขายทำกำไรออกมา ซึ่งวอลุ่มจะหนาแน่น"
ด้านบล.เกียรตินาคิน กล่าวว่า กรณีที่ซีพี ออลล์ ประกาศซื้อหุ้นแม็คโคร ถือเป็นดีลขนาดใหญ่ ซึ่งต้องติดข้อมูลให้ชัดเจนอีกครั้ง หากประเมินเบื้องต้น ทั้ง 2 บริษัทควบรวมกัน จะทำให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นในระยะยาว การทำดีลนี้จะทำให้ซีพี ออลล์ ต้องกู้เงินมูลค่า 1.8 แสนล้านบาท โดยคิดดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดีปกติ จะมีภาระดอกเบี้ยจ่าย 1.3 หมื่นล้านบาทต่อปี
ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรปัจจุบันของ 2 บริษัทอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี และยังทำให้ซีพี ออลล์ มีอัตราหนี้สินต่อทุนเพิ่มขึ้นเป็น 7 เท่า แต่ถ้าหลังควบรวมกันแล้ว จะอยู่ที่ 5 เท่าและสูงสุด ซึ่งยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่มค้าปลีกที่มีค่าพีอีเรโชเพียง 3 เท่า
กรณีการซื้อหุ้นแม็คโครที่ราคา 787 บาทต่อหุ้น ถือว่าสูงมากและสูงกว่าราคาในกระดานหลัก หากเทียบมูลค่าหุ้นตามบัญชีของแม็คโคร พบว่าราคานี้อยู่ที่ 17.7 เท่าของมูลค่าตามบัญชี (บุ๊คแวลู) ซึ่งต้องติดตาม เหตุผลอะไรที่สนับสนุนให้ซีพี ออลล์ยอมจ่ายในอัตราที่สูง
นอกจากนี้ มองว่าการควบรวมและการดำเนินธุรกิจปีแรกคาด บริษัทต้องได้รับผลกระทบจากการควบรวมกัน และภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบในเชิงพื้นฐาน และความสามารถในการทำกำไร แต่ในระยะยาวถือว่าเป็นสิ่งที่ดี
ส่วนบล.ทิสโก้ กล่าวแนะนำให้ซื้อหุ้นซีพี ออลล์ โดยให้ราคาเป้าหมาย 52 บาท เพราะซีพี ออลล์เทคโอเวอร์ แม็คโคร และราคาที่ซื้อสูงกว่าราคาในตลาดที่อยู่ที่ 682 บาท ทำให้ซีพี ออลล์ต้องกู้เงินจากธนาคารเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้ง 2 บริษัทเป็นธุรกิจที่ไม่มีหนี้สิน จึงกู้เงินได้ 5-6 เท่า ของอีบิทด้า โดยหลังควบรวมกันจะทำให้สัดส่วนหนี้ต่อทุนเพิ่มขึ้นเป็น 2.5 เท่า
ทั้งนี้ ผลประโยชน์ร่วมจะมาจากเงื่อนไขทางการค้าและวอลุ่มการซื้อสินค้า เพราะซีพี ออลล์ และแม็คโคร มีรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่แตกต่างกันทำให้ผลประโยชน์จากการร่วมมือกันจะมาจากการเจรจากับผู้ขายสินค้า
ในปี 2554 ซึ่งบริษัทบิ๊กซี ได้อีบิทด้าจากการซื้อบริษัทคาร์ฟู 1.7 พันล้านบาท จากการซื้อกิจการมูลค่า 3.85 หมื่นล้านบาท โดยได้ประโยชน์จากการเจรจากับผู้ขายสินค้า และการควบรวมการดำเนินงาน คาดบิ๊กซี ซื้อกิจการคาร์ฟูที่ราคาหุ้นเทียบกับอีบิทด้าที่ 10 เท่า ขณะที่บิ๊กซีซื้อขายที่ 12.4 เท่า ส่วนซีพีออลล์อยู่ที่ 19.5 เท่า แม็คโคร 22 เท่า
"ราคาเป็นปัจจัยสำคัญ ปัจจุบันหุ้นแม็คโคร ซื้อขายที่พีอีเรโช 46 เท่า และราคาเทียบอีบิทด้า 22 เท่า ส่วนประมาณการปีนี้สูงกว่าหุ้นซีพี ออลล์ ที่พีอีเรโช 30 เท่า และ ราคาเทียบอีบิทด้า 19.5 เท่า จากการที่แม็คโครมีความสามารถทำกำไรน้อยกว่า หากมองซีพี ออลล์ ซื้อแม็คโคร จะทำให้ซีพีออลล์ ต้องประเมินผลประโยชน์ที่ได้จากดีลนี้ จึงแนะนำซื้อหุ้นซีพี ออลล์"นักวิเคราะห์กล่าว
ส่วนบล.เคทีซีมิโก้ กล่าวว่า การทำดีลนี้ ประเมินอยู่ในวิสัยที่ซีพี ออลล์ จะดำเนินการได้ เพื่อแลกกับประโยชน์ระยะยาวในการกินรวบช่องทางการหน่ายทั้งค้าส่ง ค้าปลีก แนะนำ ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว มูลค่าพื้นฐาน 54 บาท
"บริษัทซีพี ออลล์ ชนะการประมูลซื้อหุ้นแม็คโคร ราคาร่วงกว่า 6% ซึ่งการซื้อครั้งนี้ ด้วยราคาสูงถึงเกือบ 800 บาท และข่าวนี้เป็นบวกต่อราคาหุ้นแม็คโคร เพราะราคาปิดล่าสุดต่ำกว่าคาดการณ์ราคาเสนอซื้ออีก 17%" นักวิเคราะห์กล่าว






