'สยามเอ็กซเปรส'รุกคอร์ปอเรท-ดึงทัวร์ยุโรป

'สยามเอ็กซเปรส'รุกคอร์ปอเรท-ดึงทัวร์ยุโรป

"ธุรกิจนำเที่ยว"ถือเป็นหนึ่งธุรกิจที่มีวัฏจักรสั้น สามารถล้มหายตายจากได้มากที่สุด เนื่องจากมีโอกาสผกผันตามปัจจัยภายนอก ทั้งการเมือง เศรษฐกิ

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายหากบริษัทใดจะประคองธุรกิจแบบยืนระยะ และประสบความสำเร็จได้ หากพูดถึงบริษัททัวร์ระดับบิ๊กแบรนด์ของไทยวันนี้ “สยามเอ็กซเปรส แทรเวลเซอร์วิส” ถือเป็นหนึ่งบริษัทที่รักษาชื่อเสียงได้ยาวนาน ในถนนสายท่องเที่ยวมานานกว่า 47 ปี

ธัญญา พีรโภคิน ผู้อำนวยการบริหารบริษัทสยามเอ็กซเปรส แทรเวลเซอร์วิส กล่าวว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกวัน ทำให้บริษัทต้องวางกลยุทธ์ปรับตัวต่อเนื่อง โดยปัจจุบันโครงสร้างรายได้หลักมาจาก 3 ช่องทาง คือ การทำตลาดนักท่องเที่ยวขาเข้า(อินบาวด์) ซึ่งทำรายได้คิดเป็นราว 30% ,ตลาดคนไทยไปเที่ยวต่างประเทศ (เอาท์บาวด์) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 10% และอีกตลาด ซึ่งถือว่า "มาแรงที่สุด" ในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 10% ต่อเนื่องทุกปี จนครองสัดส่วนรายได้กว่า 60% ของรายได้รวม นั่นก็คือ "ตลาดคอร์ปอเรท" โดยบริษัทจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนหรือเอเยนต์ของบริษัทต่างๆ ในการบริหารจัดการเดินทางเชิงธุรกิจ และการเดินทางเชิงท่องเที่ยวเป็นรางวัล (อินเซนทีฟ)

"ในช่วงที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจมาก ตลาดอินบาวด์ ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากกลุ่มเป้าหมายยุโรปที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ประกอบกับแนวโน้มนักเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) และการจองผ่านออนไลน์เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แต่ตลาดที่เข้ามาทดแทนและเติบโตได้ดี คือ การเซ็นสัญญาเป็นตัวแทนกับบริษัทในการจัดการเดินทางจองตั๋วเครื่องบินให้กับพนักงานในบริษัท ที่เห็นยอดการเติบโตดี และยิ่งเติบโตมากขึ้นเป็นพิเศษ หลังเหตุการณ์อุทกภัยใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา"

ธัญญา เปิดเผยด้วยว่า ปัจจุบัน สยามเอ็กซเปรสฯ มีลูกค้าคอร์ปอเรทที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ "กว่า 50 บริษัท" แต่เมื่อรวมกับบริษัทขนาดกลาง จะทำให้ลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อยบริษัท ซึ่งแม้ว่ากำไรในบริการตลาดคอร์ปอเรทนี้จะเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับธุรกิจอีก 2 ช่องทาง แต่ก็ถือว่าเติบโตได้อย่างมั่นคง เนื่องจากคอร์ปอเรทต่างๆ เริ่มเห็นความจำเป็นในการใช้บริการเอเยนต์เพื่อบริหารจัดการเดินทางเชิงธุรกิจ เพราะความสะดวกใน 2 เรื่อง คือ 1.สามารถควบคุมงบประมาณได้ดีกว่าให้พนักงานจัดการการเดินทางเอง บางบริษัทมีงบประมาณสำหรับการเดินทางประจำปีถึง 60-70 ล้านบาท

และ 2.สามารถมอนิเตอร์แผนการเดินทางของพนักงานในบริษัทได้มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเอเยนต์จะสามารถดึงรายชื่อขึ้นมาตรวจสอบไฟลท์ที่จองได้หมด ซึ่งกรณีนี้มีประโยชน์มาก เห็นได้ชัดจากในช่วงสึนามิที่ญี่ปุ่นที่ผ่านมา ลูกค้าสามารถติดตามพนักงานได้หมดว่าอยู่ที่ไหน เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว และเอเยนต์ยังเสนอทางเลือกเพื่ออำนวยความสะดวกได้ทันท่วงทีว่าลูกค้าจะเปลี่ยนเที่ยวบินหรือไม่

"ลูกค้าคอร์ปอเรทเองก็เริ่มเห็นความสำคัญในการบริหารจัดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในประเทศ การตรวจเยี่ยมไซต์งาน โรงงาน และเยี่ยมสาขาต่างประเทศ หรือต่างจังหวัด ต่างก็ต้องใช้สายการบินสำหรับเดินทางติดต่อเป็นหลัก และใช้งบประมาณจำนวนมากแต่ละปี บริษัทฯ จึงจัดบริการตอบสนองช่องว่างนี้ได้ โดยปัจจุบันนอกจากสาขาใหญ่ที่ตั้งอยู่บนถนนสีลมแล้ว ยังมีสาขาที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จ.ปทุมธานี" ธัญญา กล่าว

นอกจากนี้ ตลาดที่ยังมีแนวโน้มสดใสอีกในปีนี้ด้วย ได้แก่ ตลาดเอาท์บาวด์ ที่ขยายตัวด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ได้เพิ่มกำลังซื้อเมื่อเปรียบเทียบสกุลเงินตราต่างประเทศ โดยตั้งแต่ที่ผ่านมาเห็นพฤติกรรมชัดเจนว่า เมื่อค่าเงินบาทแข็งขึ้นจะมีการติดต่อจองทัวร์เข้ามาทันที เนื่องจากบริษัทให้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ทำการจอง 2.สถานการณ์เงินเฟ้อในประเทศ ที่ผลักดันให้สินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศสูงขึ้น ทำให้คนไทยที่เคยมีความรู้สึกว่า การใช้จ่ายต่างประเทศมีราคาสูง เริ่มเห็นว่าการใช้จ่ายในประเทศไทยไม่ต่างกันมาก จึงกล้าออกไปแสวงหาประสบการณ์มากขึ้น

ส่วนปัจจัยสุดท้าย คือ พฤติกรรมของคนไทยบางกลุ่มที่เริ่มเห็นการท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต โดยต้องออกเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยอาจจะเริ่มจากประเทศใกล้เคียงในเอเชียอย่าง สิงคโปร์ ฮ่องกง และหากมีงบประมาณสูงขึ้นก็จะเดินทางไป ญี่ปุ่น แต่สำหรับคนที่มีพร้อมทั้งงบประมาณ และเวลาก็จะเดินทางไปยุโรป

ทั้งนี้ ในการคัดเลือกสินค้าโปรแกรมนำเที่ยวที่ทำให้ สยามเอ็กซเปรส แตกต่างจากบริษัทอื่น คือ ไม่มีการทำทัวร์ขายหน้าร้านหรือออกแบบโปรแกรมทัวร์ขายให้นักท่องเที่ยวทั่วไป แต่เน้นบทบาทการเป็น “จีเอสเอ” (General Sales Agent) หรือตัวแทนจำหน่ายให้กับบริษัทนำเที่ยวแบรนด์ยุโรป ซึ่งมีชื่อเสียงระดับติด 5 อันดับแรกอย่าง “โกลบัส แฟมิลี่ ออฟ แบรนด์” โดยคาดว่าตลอดปีนี้จะขายแพ็คเกจได้ราว 800 แพ็ค ล่าสุด ได้เพิ่มโอกาสขยายฐานลูกค้า ด้วยการเข้าไปเป็นตัวแทนให้กับ “ร็อกกี้ เมาท์เทนเนียร์” บริษัทนำเที่ยวทางรถไฟของแคนาดา เพื่อนำนักท่องเที่ยวไทยเข้า “ทัวร์ร่วม” กับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ธัญญา ขยายความถึงเหตุผลในการทำตลาดในฐานะจีเอสเอว่า เนื่องจากแบรนด์ต่างประเทศมีประสบการณ์และโปรดักต์ในเส้นทางที่หลากหลาย และได้รับความเชื่อถือมายาวนาน ประกอบกับปัจจุบัน คนไทยเริ่มคุ้นชินกับการไปทัวร์ร่วมกับชาวต่างชาติ และมีทักษะใช้ภาษาอังกฤษมากพอที่จะร่วมกรุ๊ปทัวร์กับชาวต่างชาติได้ ซึ่งประสบการณ์ที่จะได้จากการไปร่วมทริปในลักษณะนี้ คือการได้เข้าถึงบรรยากาศและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง

เช่นเดียวกับการจับมือกับ ร็อคกี้ เมาเทนเนียร์ พันธมิตรรายล่าสุด โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถดึงความสนใจให้ลูกค้ามาซื้อแพ็คเกจได้ 150-200 คนในปีแรก เพราะการนำเสนอทัวร์ที่มีเอกลักษณ์สูง คือ การท่องเที่ยวโดยรถไฟหรูในเส้นทางเทือกเขาแคนาเดี้ยนร็อคกี้ ถือเป็นภาคเอกชนรายใหญ่ที่สุดที่ได้สัมปทานการให้บริการผู้โดยสารรถไฟในเส้นทางสายนี้ และมีนักท่องเที่ยวกว่า 1.5 ล้านคนในปี 2554 จากการได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1ใน 5 รถไฟในโลกที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ ความร่วมมือครั้งนี้ ยังเป็นไปตามกลยุทธ์ของ ร็อคกี้ เมาเทนเนียร์ ที่เห็นศักยภาพการเติบโตของตลาดเอเชียมากขึ้น และตัดสินใจมาเปิดตลาดไทยร่วมกับ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน มากขึ้น โดยคาดหวังว่า จะมีลูกค้าจากตลาดเอเชียแปซิฟิกติดอันดับ 1 ใน 4 ภายใน 5 ปี