วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ธีระชัย'อัดประชานิยมต้นตอทำบาทแข็ง

"ธีระชัย"อัดนโยบายประชานิยม ต้นตอทำบาทแข็ง เงินไหลเข้าเติมเชื้อเพลิง แนะคลัง-แบงก์ชาติ ออกมาตรการ Capital control ลดดอกเบี้ยช่วยได้ไม่มาก

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ค Thirachai Phuvanatnaranubala วานนี้ (22 เม.ย.) ในหัวข้อ การที่แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยจะช่วยแก้ปัญหาบาทแข็งได้หรือไม่ ใจความว่า ในหนังสือพิมพ์มติชนหน้าสามในวันนี้ มีบทความที่พูดถึงปัญหาเงินบาทแข็ง ว่าขณะนี้ปัญหาได้รุนแรงขึ้น จนถึงขั้นที่กระทบกระเทือนการส่งออก จนผู้ประกอบการเอกชนออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหานี้ และในอดีต ผมได้เคยปกป้องแบงค์ชาติไว้ แต่มาวันนี้ ทำไมผมจึงเงียบเชียบ ทำไมผมไม่แสดงความเห็นใดๆ

- ประกอบกับในวันนี้ ผมได้ให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ T-News และ INN เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมจึงขอให้ข้อมูลเพื่อเป็นความรู้สำหรับผู้อ่าน

- โดยตั้งประเด็นว่า กรณีหากแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยลงไปเพื่อพยายามแก้ปัญหามิให้บาทแข็ง จะได้ผลจริงจังหรือไม่

- ขณะนี้ ผู้ประกอบการ SME กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก

- ส่วนหนึ่งเกิดจากค่าแรงที่เพิ่มขึ้นเร็วเกินกว่าจะสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตได้ทันการ ทำให้ผู้ส่งออกไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในเอเซียได้ และแม้แต่ผู้ผลิตที่เดิมเน้นขายภายในประเทศ ก็ตกที่นั่งลำบากไปด้วย เพราะสินค้านำเข้าราคาถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศ

- อีกส่วนหนึ่ง เกิดจากบาทแข็ง เพราะในด้านส่งออก ก็ทำให้ราคาแข่งกับประเทศอื่นๆ ได้ยาก และในด้านผู้ผลิตเพื่อขายในประเทศ สินค้านำเข้าก็จะแข่งขันได้ดีกว่าด้วย

- ดังนั้น ผู้ประกอบการ SME จึงเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหานี้โดยเร็ว

- มีหลายปัจจัยที่ทำให้บาทแข็ง ปัจจัยหนึ่งก็คือการดำเนินนโยบายประชานิยม เพราะเป็นการที่รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงมีผลทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเร็วกว่ปกติ

- เมื่อรัฐบาลมีการผลักดันเม็ดเงินเข้าไปในมือประชาชนเป็นจำนวนมาก ประชาชนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยมาก ย่อมทำให้ผู้ประกอบการเอกชนเร่งกันทำโครงการธุรกิจต่างๆ เพื่อตอบสนองกำลังซื้อของประชาชนดังกล่าว

- ขณะเดียวกันนั้น ได้มีเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศจำนวนมากด้วย ทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิง ที่เติมไฟให้แก่โครงการธุรกิจต่างๆ

- แต่ปัญหาเฉพาะการขยายตัวเศรษฐกิจรอบนี้ แตกต่างจากรูปแบบที่นำไปสู่วิกฤตต้มยำกุ้ง กล่าวคือ

- เงินทุนไหลเข้านั้นในอดีตที่นำไปสู่วิกฤตต้มยำกุ้งนั้น ไหลเข้ามาผ่านแบงค์พาณิชย์ ซึ่งกู้เงินจากต่างประเทศแล้วนำเงินมาให้กู้ต่ออีกทอดหนึ่ง

- แต่ในรอบนี้ เงินทุนไหลเข้า ไหลตรงเข้าไปยังตลาดพันธบัตร ทั้งตลาดพันธบัตรรัฐบาล และตลาดพันธบัตรและตราสารหนี้ของบริษัทเอกชน

- เหตุผลที่เงินไหลเข้าในตลาดตราสารหนี้ ก็เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยระยะยาว ที่เป็นอยู่ตลาดไทยเปรียบเทียบกับตลาดสหรัฐนั้น มีช่องว่างสูงมาก

- กรณีผลตอบแทนสำหรับพันธบัตรอายุ 5 ปีนั้น ดอกเบียพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 5 ปี สูงไม่ถึงร้อยละ 1 ต่อปี แต่ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 5 ปี สูงเกินร้อยละ 3 ต่อปี ต่างกันถึงร้อยละ 2 ต่อปี

- ปรากฏการณ์ดังกล่าว จึงเปิดโอกาสให้บริษัทในไทย สามารถออกพันธบัตรขายในประเทศไทย เพื่อนำเงินทุนที่ไหลเข้ามานั้น ไปใช้ทำโครงการต่างๆ ได้อย่างสบาย โดยเฉพาะบริษัทที่ทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ สามารถระดมเงินจากตลาดพันธบัตรได้ง่ายกว่าการกู้แบงค์ จึงเป็นเหตุให้มีการเริ่มโครงการอสังหาริมทรัพย์กันอย่างกว้างขวาง

- เงินทุนที่ไหลเข้าในตลาดพันธบัตรนี้ นอกจากสร้างปัญหาบาทแข็งแล้ว ยังก่อความเสี่ยงฟองสบู่ด้วย และในรอบนี้ แบงค์ชาติเองก็ไม่สามารถควบคุมได้ดีเท่าเดิม เพราะการกู้ยืมของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ เพื่อใช้ในชั้นพัฒนาโครงการนั้น ไม่ต้องอาศัยแบงค์มากเหมือนเดิม

- เงินทุนไหลเข้า ซึ่งก่อปัญหาสองด้านพร้อมกัน คือทำให้บาทแข็ง และทำให้เกิดความเสี่ยงฟองสบู่ จึงควรมีการพิจารณาเพื่อหาทางบริหารจัดการ ก่อนที่จะสายเกินแก้

- แต่ปัญหาคือ จัดการอย่างไร

- แบงก์ชาตินั้นควบคุมได้แต่เฉพาะดอกเบี่ยระยะสั้น คณะกรรมการนโยบายการเงินมีอำนาจที่จะลดดอกเบี้ยระยะสั้น แต่ถามว่า หากลดดอกเบี้ยระยะสั้นลงไปแล้ว จะแก้ปัญหาบาทแข็งได้หรือไม่ และจะแก้ปัญหาฟองสบู่ได้ด้วยหรือไม่

- ในความเห็นของผม จะช่วยได้ไม่มากครับ

- เพราะเงินทุนที่ไหลเข้านั้น เข้าไปลงทุนในพันธบัตรระยะยาว ไม่ใช่ลงทุนเพียงสองสามวัน หรือเพียงเดือนสองเดือน

- สำหรับอัตราดอกเบี้ยระยะยาวนั้น โดยทั่วไป แบงค์ชาติจะไม่สามารถควบคุมได้ เว้นแต่จะเข้าไปซื้อๆ ขายๆ พันธบัตรระยะยาวในตลาดด้วยตัวเอง (ซึ่งธนาคารกลางทั่วโลกจะทำอย่างนั้น ก็ต่อเมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจฟุบอย่างหนัก ดังกรณีของสหรัฐหรือญี่ปุ่นเท่านั้น แต่กรณีปกติ ธนาคารกลางของทุกประเทศ จะไม่สามารถควบคุมอัตราดอกเบี้ยระยะยาวได้เลย)

- วิธีที่จะชะลอเงินทุนไหลเข้าในตลาดตราสารหนี้ ก็คือการใช้มาตรการ Capital control อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งที่ผมเคยเสนอไว้หลายครั้งแล้ว

- และวิธีที่จะได้ผลมากที่สุด ก็คือการเก็บภาษี โดยจะต้องเก็บสำหรับเงินที่ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ทุกประเภทและทุกอายุพันธบัตร

- จะยกเว้นก็แต่เงินที่ไหลเข้าตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น เพราะราคาหลักทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นลง จะไม่เป็นปัจจัยจูงใจที่เกี่ยวกับส่วนต่างผลตอบแทนพันธบัตร

- แต่การใช้มาตรการ Capital control นั้น จะต้องมีการตกลงร่วมกันระหว่างแบงก์ชาติและกระทรวงการคลัง เพราะบางอย่างเป็นเรื่องที่เกินเลยอำนาจของแบงค์ชาติ แต่ต้องใช้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

- ดังนั้น ในช่วงเวลาอย่างนี้ ที่พฤติกรรมเงินทุนเคลื่อนย้ายได้เปลี่ยนไปจากเดิมก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าแบงค์ชาติจึงสมควรจะมีการสุมหัวกัน และปรึกษาหารือกัน อย่างไกล้ขิด เพื่อหาทางแก้ปัญหาให้แก่ประเทศที่แยบยลที่สุด

- และในช่วงเวลาอย่างนี้ การที่รัฐมนตรีคลังออกมาพูดในที่สาธารณะ ว่ามีความคิดจะปลดผู้ว่าแบงค์ชาติ จึงทำให้ผมมีความเป็นห่วงประเทศเป็นที่สุด

.