แบงก์พาณิชย์เตรียมปรับเป้าสินเชื่อในปี"56 ใหม่ อานิสงส์ลงทุนภาครัฐหนุน เตรียมตุนสภาพคล่องรองรับ ท่ามกลางภาวะการแข่งขันเดือด!
ผ่านมาหนึ่งไตรมาสแล้วสำหรับปี 2556 ภาพการขยายตัวของธุรกิจธนาคารพาณิชย์เริ่มชัดเจน และเป็นไปตามที่หลายธนาคารเคยคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ด้วยโอกาสในการทำธุรกิจที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งธุรกิจรายใหญ่ที่จะเห็นวัฏจักรการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่ผ่านโครงการลงทุนภาครัฐ และจะต่อเนื่องไปยังภาคส่วนต่างๆ รวมไปถึงเอสเอ็มอีและซัพพลายเชน ขณะที่ภาคการบริโภคที่มีแรงหนุนจากรัฐบาล ยังช่วยให้สินเชื่อรายย่อย มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาเช่นกัน
ธนาคารไทยพาณิชย์ที่สามารถขยายสินเชื่อในอัตราสูงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีที่ผ่านมานั้น นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า ด้วยเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวได้ดีในปีนี้ค่อนข้างดี และหากเศรษฐกิจยังเติบโตได้ดีต่อเนื่อง มีความเป็นไปได้สินเชื่อของธนาคารจะเติบโตได้สูงกว่าที่ตั้งเป้าไว้ 12-14% โดยจะเติบโตในทุกภาคส่วน รวมถึงการขยายไปยังภูมิภาคมากขึ้น ตามหัวเมืองใหญ่ที่มีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสูงมาก เพื่อให้การเติบโตของธนาคารอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
"ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาธนาคารมองว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวดี จึงตั้งเป้าหมายสูงกว่าที่อื่น ๆ และรุกตลาดอย่างเต็มที่เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นจริง สินเชื่อของธนาคารก็เติบโตสูงไปด้วย ส่วนปีนี้เดิมเราคาดว่าเศรษฐกิจอาจชะลอลงบ้าง แต่เอาเข้าจริง เศรษฐกิจกลับดีต่อเนื่องมาถึงไตรมาสแรก และหากในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ เศรษฐกิจยังดีต่อไป ธนาคารจะต้องปรับเป้าหมายสินเชื่อเพิ่มขึ้นตามไปด้วย"
เช่นเดียวกับนายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต เปิดเผยว่า การขยายสินเชื่อของธนาคารไตรมาสแรกยังขยายตัวดีต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มดีต่อเนื่องช่วงที่เหลือของปี โดยมีแรงส่งจากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตมั่นคง ทำให้ในช่วง 2 เดือนแรกสินเชื่อขยายตัวได้ดีจากภาครายย่อย
ขณะที่สินเชื่อธุรกิจมีโอกาสขยายตัวเช่นกัน ตามการขยายตัวของผู้ประกอบการที่เติบโตตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเดือนมี.ค.นี้เริ่มเห็นการเบิกใช้สินเชื่อของลูกค้ารายใหญ่และเอสเอ็มอีมากขึ้น ธนาคารเชื่อว่าสินเชื่อยังเติบโต โดยเรายังรักษาการเติบโตได้ตามเป้าที่ 12%
ด้านธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารที่มีการเติบโตของสินเชื่อชัดเจน โดยนายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของธนาคารไตรมาสแรก เติบโตได้ดีโดยขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.6% จากฐานสินเชื่อสิ้นปีที่ 1.5 ล้านล้านบาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งระบบที่โต 2% โดยสินเชื่อที่ปล่อยไปมาจากทั้งภาครัฐและสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ จึงประเมินว่ายอดปล่อยสินเชื่อทั้งปี จะเติบโตตามเป้าคือ 1.5 เท่าของจีดีพี หรือ 7.5% และยังไม่มีการปรับเป้าสินเชื่อ โดยจะติดตามปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศอีกครั้ง ก่อนทบทวนเป้าสินเชื่ออีกครั้งกลางปีนี้
หากการลงทุนของภาครัฐในโครงการสาธารณูปโภค 2.2 ล้านล้านบาท รวมถึงการบริหารจัดการน้ำวงเงิน 3.5 แสนล้านบาทเกิดขึ้นได้จะช่วยให้เกิดการลงทุนมากขึ้นและต่อเนื่องไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเป็น Supply Chain และทำให้วงการธนาคารคึกคักมากขึ้น ทั้งรูปแบบสินเชื่อและงานด้านการเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ที่ธนาคารเข้าไปมีส่วนร่วมได้อีกมาก
การลงทุนภาครัฐเป็นความหวังหนึ่งของธนาคารพาณิชย์ในการขยายสินเชื่อปีนี้ นอกจากกรุงไทยซึ่งเป็นธนาคารของรัฐแล้ว กรุงเทพเป็นอีกหนึ่งธนาคารที่ถูกคาดการณ์ว่า จะได้รับอานิสงส์จากโครงการลงทุนขนาดใหญ่เช่นกัน โดยนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ไตรมาสแรกสินเชื่อของธนาคารยังทรงตัว ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แม้เป็นช่วงฤดูกาลสินเชื่อ แต่หากมองภาพรวมตลอดทั้งปี สินเชื่อของธนาคารจะเติบโตได้ตามเป้าที่ตั้งระดับ 7%
ทั้งนี้โอกาสการขยายสินเชื่อ จะเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจ ที่จะมีความต้องการสินเชื่อหมุนเวียนจากการค้าระหว่างประเทศ การลงทุนเอกชน รวมถึงการที่รัฐประกาศใช้แหล่งเงินในประเทศ เพื่อสนับสนุนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ที่จะหนุนให้ความต้องการสินเชื่อเข้ามาในไตรมาส 3 โครงการลงทุนของรัฐแม้จะเป็นขนาดที่ใหญ่มาก ระยะเวลายาวนาน และความเสี่ยงต่ำก็ตาม แต่ยังมีความไม่ชัดเจนจะระดมทุนในรูปแบบใด โดยเฉพาะโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่กฎหมายกำหนดว่าต้องดำเนินการกู้เงินให้แล้วเสร็จใน 30 มิ.ย. นี้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียด ดังนั้นสิ่งที่ธนาคารเตรียมความพร้อมขณะนี้คือ การระดมเงินฝาก เพื่อเตรียมสภาพคล่องไว้รองรับ
ท่ามกลางการเติบโตของธุรกิจยังมีแง่มุมของการบริหารความเสี่ยงที่ธนาคารพาณิชย์ให้น้ำหนักเช่นกัน ทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยนายสุภัค ศิวะรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า ไตรมาสแรกสินเชื่อของธนาคารเติบโต 12% หรือ 4,000 ล้านบาท แต่ยังต่ำกว่าเป้าสินเชื่อที่ระดับ 25-30% คิดเป็นเม็ดเงินสินเชื่อ 2.5-3 หมื่นล้านบาท แต่ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือของปี ต้องจับตาเศรษฐกิจโลกทั้งยุโรปและสหรัฐ ความกังวลในปัญหาฟองสบู่ในบางจุด เช่น ภาคอสังหาริมทรัพย์ หรือตลาดหุ้น ที่จะดันรายได้ให้สูงเกินจริง ซึ่งต้องระมัดระวัง การแกว่งตัวของค่าเงินบาทเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะมีผลกระทบกับธุรกิจส่งออกได้ ส่วนภาคการเมืองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม
ส่วนธนาคารกสิกรไทย แม้จะขยายสินเชื่องไตรมาสแรกของปีไปแล้ว 2-3% จากเป้าที่ตั้งไว้ 9-11% ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย นายบัณฑูร ล่ำซำ ยังประเมินความไม่แน่นอนในช่วงครึ่งหลังของปีไว้ว่า ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ คือการบริหารความสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับความเสี่ยงในระยะยาว
ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นถึงสัญญาณการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ทำให้ธนาคารพาณิชย์ยินดีจะรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทีละนิด เพื่อให้ผลประกอบการดีขึ้น จึงเลือกปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะที่เห็นภาพรวมของระบบ จะต้องเข้ามาแตะเบรก หากเห็นว่าการแข่งขันเริ่มมากเกินพอดี เพื่อไม่ให้ตกเหวกันทั้งระบบเหมือนปี 2540
"โอกาสในการเกิดฟองสบู่ เกิดขึ้นได้ 2 ขยัก ขยักแรก คือการมีเงินจำนวนมากวิ่งเข้าไปในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น ที่ดิน บ้าน หุ้น ราคาสินทรัพย์ต่างๆ ย่อมเพิ่มขึ้นแต่เป็นเรื่องที่ไม่น่ากลัว แต่ที่น่ากังวลจะเป็นขยักที่ 2 ที่มีแบงก์พาณิชย์เข้าไปร่วมผสมโรงการปล่อยกู้ ไปร่วมปั่นราคาสินทรัพย์ ซึ่งรูปแบบนี้น่ากังวล เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งฝีจะแตกเหมือนวิกฤตใหญ่ครั้งก่อน หาก ธปท.ไม่สั่งให้ปิดก๊อก สถานการณ์ก็จะกลับไปสู่ยุคปี 2540 ที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งได้ อย่างการมาคุมดอกเบี้ยบ้าน 0% จริงๆ ก็ไม่ได้น่ากลัว เพราะเป็นเพียงลูกเล่น แต่ที่น่ากลัวคือ มีส่วนไปปั้นให้เกิดความต้องการในตลาด หรือแข่งปล่อยกันจนเกินกำลังของลูกค้า" บัณฑูร กล่าว









