วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

2ขุนคลังเห็นต่างลงทุน2ล้านล้าน คุ้ม-ไม่คุ้ม?

2 ขุนคลังเห็นต่างลงทุน 2 ล้านล้าน "กิตติรัตน์"ยันไม่ผิดวินัยการคลัง "กรณ์"อยากเห็นผ่านระบบงบประมาณ ชี้ธปท.ขาดทุนอุ้มศก.ยังดีกว่ารถคันแรก

วานนี้ (18 เม.ย.) มหาวิทยาลัยเนชั่นได้จัดงานแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ "The Future of Thai Economy" โดย นายสิทธิชัย หยุ่น ผู้ดำเนินรายการได้ป้อนคำถามให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตอบคำถาม

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ปัจจุบันที่มีสภาพคล่องล้นระบบอยู่ในขณะนี้ 3 ล้านล้านบาท นับว่าเป็นโอกาสที่เหมาะสมมากในการกู้เงินในระบบมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีความจำเป็นผ่านการพัฒนาระบบราง รถไฟความเร็วสูง และโครงการต่าง ๆ เพราะสภาพคล่องที่ล้นระบบอยู่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังต้องใช้เงินและเสียดอกเบี้ยเพื่อดูดซับสภาพคล่อง

ขณะที่รัฐบาลยอมเสียดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อนำเงินมาลงทุนให้เกิดประโยชน์ และการเลือกลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อหวังผลต่อเศรษฐกิจให้ขยายตัว เพื่อเศรษฐกิจดีขึ้นจะได้นำเงินรายได้ไปใช้พัฒนาทางด้านสังคม ทั้งระบบการศึกษา สุขภาพ และทางสังคม

รมว.คลัง มองว่า การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ไม่ได้ทำผิดวินัยการคลัง แต่รัฐบาลได้ดำเนินการลดการขาดดุลทางการคลังในช่วง 5 ปีข้างหน้า จึงต้องหันมาใช้แนวทางกู้เงินในประเทศ เนื่องจากสภาพคล่องล้นระบบ เพราะเสนอเป็น พ.ร.บ. เพื่อให้โครงการสานต่อไปให้สำเร็จแม้จะผ่านไปหลายรัฐบาล ยอมรับว่าแม้โครงการจะขาดทุนในช่วงแรก โดยรัฐบาลต้องชดเชยค่าโดยสาร แต่จะทำให้เกิดการประหยัดเวลาในการเดินทางทั้งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า

นอกจากนี้ ยังมองว่าการประเมินความคุ้มค่าของโครงการด้านเศรษฐกิจ จะลงทุนตามร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท จะดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งโครงการทั้งหมดตามบัญชีแนบท้ายไม่จำเป็นต้องลงทุนทั้งหมด หากพบว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมในอนาคตอาจเปลี่ยนแปลง

ยันไม่จำเป็นลงทุนถึง2ล้านล้านหากไม่คุ้ม

ส่วนข้อเสนอแนะของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่แนะนำว่า หากโครงการใดไม่คุ้มทุน ไม่ควรเดินหน้าลงทุนให้เกิดความเสียหาย ทางรัฐบาลได้พิจารณาหากโครงการใดไม่จำเป็นสามารถปรับเปลี่ยนได้ไม่จำเป็นต้องลงทุนให้ถึง 2 ล้านล้านบาท

เชื่อไม่กระทบตลาดเงินระยะสั้น

รมว.คลัง ยังให้ควมเห็นด้วยว่า ความผันผวนของตลาดเงินในระยะสั้น จะไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการลงทุนระยะยาวของรัฐบาล

"กรณ์"แนะควรทำผ่านระบบงบประมาณ

ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ควรนำใช้ผ่านระบบงบประมาณได้โดยไม่ต้องนำไปใช้เงินกู้ผ่านระบบนอกงบประมาณ เพราะจะมีการตั้งกรรมาธิการมาร่วมพิจารณา และช่วยกันติดตามความคืบหน้าโครงการในแต่ละปี

การลงทุนหากโครงการใดยังไม่จำเป็น ควรชะลอเพื่อลงทุนในเส้นทางจำเป็น เพราะเส้นทางรถไฟความเร็วสูงและโครงการอื่นที่ประสิทธิภาพมียอดเงินลงทุนเพียง 9 แสนล้านบาท สำหรับ 11 โครงการ ส่วนโครงการอื่นควรพิจารณาให้รอบคอบ

ลงทุน 2 ล้านล้าน คุ้มค่าทางศก.แค่50%

ขณะที่ความจำเป็นด้านสังคม ทั้งการพัฒนาสาธารณสุข ด้านการศึกษา ต้องใช้เงินนับล้านล้านบาท ซึ่งมีความจำเป็นเช่นเดียวกัน เพราะยอมรับว่าการลงทุนรถไฟฟ้าใครก็อยากได้ แต่ควรให้คุ้มค่าสำหรับเส้นทางต่างๆ เพราะมองว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้า กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ค่าโดยสารเบื้องต้น 2,000 บาท มองว่าคนมีรายได้น้อยคงได้ใช้บริการลำบาก และจากการคำนวณเบื้องต้น จะมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเพียง 50% ของวงเงินลงทุน และรัฐบาลยังต้องชดเชยค่าโดยสาร เพราะจะมีผลขาดทุนในช่วงแรกหรือขาดทุนประมาณ 20,000-25,000 ล้านบาทต่อปี

ดอกเบี้ยไม่ใช่สูตรสำเร็จคุมเงินไหลเข้า

สำหรับการไหลเข้าออกของเงินทุนต่างชาติ การลดดอกเบี้ยไม่ใช่แนวทางตายตัวในการควบคุมดูแลเงินทุน เพราะเงินทุนต่างชาติไหลเข้า สัดส่วนประมาณ 50% เข้าหาประโยชน์ในตลาดพันธบัตร อีกร้อยละ 40 ลงทุนโดยตรงในภาคอุตสาหกรรม และอีก 10% ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้น หากลดอัตราดอกเบี้ยคงต้องแน่ใจที่จะสกัดเงินทุนไหลเข้าได้ดี

แบงก์ชาติขาดทุนอุ้มศก. ยังดีกว่ารถคันแรก

ส่วนการขาดทุนสะสมของ ธปท.ประมาณ 300,000-400,000 ล้านบาทน้ั้น นายกรณ์ กล่าวว่า เมื่อคำนวณจากทรัพย์สินทั้งหมดแล้ว ธปท.ยังมีทรัพย์สินเป็นบวกกว่า 500,000 ล้านบาท และการดูดซับสภาพคล่องเพื่อดูแลระบบเศรษฐกิจขาดทุนประมาณ 70,000-80,000 ล้านบาท นับว่ายังขาดทุนน้อยกว่าโครงการรถยนต์คันแรกของรัฐบาล