ค่าเงินบาทแข็งค่าทุบสถิติใหม่รอบ 16 ปี เหตุกองทุนญี่ปุ่นหนีมาตรการคิวอี แห่ซื้อพันธบัตรระยะยาว ขายสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท หวั่นฟองสบู่
ค่าเงินบาท/ดอลลาร์แข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 16 ปี โดยปรับแข็งค่าตั้งแต่ช่วงเปิดทำการหลังวันหยุดช่วงเทศกาลสงกรานต์ จากกองทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น เข้ามาซื้อตราสารหนี้ของไทย ในขณะที่ราคาทอง และสินทรัพย์เสี่ยงลดลงอย่างหนัก โดยวานนี้(18 เม.ย.) ค่าเงินบาท/ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นถึง 0.4% มาที่ 28.72 ในวันนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2540 และตั้งแต่สิ้นปี 2555 ค่าเงินบาท แข็งค่า 6.5% มากที่สุดในภูมิภาค
ความผันผวนของราคาทองคำและค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง แต่รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ดำเนินการใดๆ และปล่อยให้เป็นไปตามกลไกธรรมชาติ
วานนี้ (18 เม.ย.) นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประชุมติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจประจำสัปดาห์ โดยมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เข้าร่วมประชุม
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่าที่ประชุมได้มีการหารือถึงความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดทองคำและอัตราแลกเปลี่ยนขณะนี้ โดยเห็นว่าการลดลงของราคาทองคำสาเหตุหลักน่ามาจากผลกระทบทางจิตวิทยา เนื่องจากมีข่าวเรื่องสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) บางประเทศจะขายทองคำที่เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศเพื่อดูแลภาระหนี้ แม้ว่าปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณทองคำที่เป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศอื่น
สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังมีความผันผวน นายกิตติรัตน์กล่าวว่าต้องขอเตือนนักลงทุนที่มีการเก็งกำไรค่าเงินบาทว่าขณะนี้ทราบว่ามีความคิดหลายกระแสที่นำไปสู่การเก็งกำไรค่าบาท เช่น คิดว่าจะต้องมีการออกมาตรการอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะรัฐบาลไม่สบายใจที่เห็นเงินบาทแข็งค่า ซึ่งก็เป็นการคาดการณ์ไปล่วงหน้า จึงต้องเรียนให้ทราบว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสนุก หรือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามที่มีการเก็งกำไรตามสถานการณ์ได้ง่าย ซึ่งการดูแลการเก็งกำไรต่างๆก็อยู่ในหน้าที่ของ ธปท.และ กลต.ที่ดูแลโดยตรง ขณะที่กระทรวงการคลังดูแลเรื่องนโยบายเศรษฐกิจและทิศทางที่เหมาะสมในระยะกลางและระยะยาว
"ที่ผ่านมาจะเรียกว่าเป็นการเก็งกำไรหรือแสวงประโยชน์จากผลตอบก็แล้วแต่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเราไม่ได้เกินดุลการค้ามาหลายเดือนแล้ว ซึ่งตอนที่เงินบาทแข็ง แต่เราเกินดุลการค้า ผมไม่ได้ทักท้วงอะไรเพราะเป็นไปตามธรรมชาติ แต่เมื่อเราไม่ได้เกินดุลการค้าอย่างเดือนก่อนส่งออกติดลบ 5.8% แต่มีการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินบาท ก็แสดงว่ามีพฤติกรรมที่เรียกว่าการเก็งกำไร หรือเห็นโอกาสที่จะนำเงินทุนเข้ามาหาประโยชน์ ซึ่งภาวะแบบนี้รัฐบาลก็ไม่สบายใจ แต่พอบอกว่าไม่สบายใจก็อาจเกิดการเก็งกำไรสวนทาง ซึ่งก็ต้องย้ำว่ารัฐบาลไม่เคยไปดำเนินการอะไร เพื่อให้เกิดภาวะที่ไม่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นการเก็งกำไรอะไรก็ขอให้ใช้ความระมัดระวัง"นายกิตติรัตน์กล่าว
ผวาฟองสบู่หุ้น-โภคภัณฑ์โยกซื้อพันธบัตร
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ตอนนี้เหมือนโลกกำลังเผชิญกับภาวะผันผวน อยู่ในโหมดของ Risk Off แม้บางช่วงจะมีเงินไหลเข้าตลาดหุ้น หรือสินทรัพย์เสี่ยง แต่ส่วนหนึ่งก็มีความกังวลภาวะฟองสบู่ หลังจากที่ราคาหุ้น ทองคำ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มีแรงขายออกมาเพื่อลดความเสี่ยง จากเดิมทองคำถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย แต่ในช่วงที่ผ่านมาราคาปรับตัวขึ้น จนเกิดความกังวลว่าอาจเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ ทำให้มีแรงขายออกมา เพื่อลดความเสี่ยง
"ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้น ทอง สินค้าคอมมอนิตี้ ถูกปั่นขึ้นมามาก นักลงทุนทุนเริ่มกลัวฟองสบู่ กองทุนก็ได้กำไรไปแล้ว ก็เลยมีแรงขายออกมา ทำให้ตลาดมีความผันผวน และโยกเงินเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตร"
ตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา เริ่มเห็นการเคลื่อนย้ายเงินทุนของต่างชาติ เข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรมากขึ้น เฉลี่ยซื้อสุทธิกว่าวันละ 10,000 ล้านบาท เพื่อลดความเสี่ยง และช่วงหลังสงกรานต์ก็มีเข้ามาต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 17 ม.ค. ซื้อสุทธิ 3.4 พันล้านบาท และวานนี้ (18 เม.ย.) ซื้อสุทธิ 3.8 พันล้านบาท และมียอดคงค้างสุทธิของนักลงทุนต่างชาติขณะนี้กว่า 8 แสนล้านบาท
การลงทุนตลาดพันธบัตรของต่างชาติในเดือนเม.ย.เปลี่ยนแปลงไปมาก โดยหันมาลงทุนตราสารหนี้ระยะยาวมากขึ้น อายุตั้งแต่ 5 ปี 10 ปี และ 20 ปี จากเดิมตั้งแต่ต้นปี สัดส่วนลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปี 80% ตราสารหนี้ระยะยาว 20% แต่ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเม.ย. กลับด้านมาเป็นลงทุนตราสารหนี้ระยะยาว 80% ระยะสั้นเพียง 20% สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนกังวลกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความผันผวนของตลาดหุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์
ทั้งนี้ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield) ปรับตัวลดลงเฉลี่ยประมาณ 0.10-0.19% โดยพันธบัตรอายุ 5 ปี Yield ปรับตัวลดลง 0.10% พันธบัตรอายุ 10 ปี Yield ลดลง 0.14% พันธบัตรอายุ 20 ปี Yield ปรับตัวลดลง 0.19%
ทุนญี่ปุ่นหนีเยนอ่อนทะลักเข้าไทย
สอดคล้องกับ น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ที่ระบุว่าเงินบาทยังมีทิศทางที่แข็งค่าต่อเนื่องจากเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย แต่เงินที่ไหลเข้ามาในช่วงหลังนี้ ส่วนใหญ่เป็นเงินของนักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งต้องการหาแหล่งปลอดภัยในการลงทุน และป้องกันการเสื่อมค่าของเงินสกุลเยน โดยนักลงทุนที่เข้ามามีทั้งที่ลงทุนเองโดยตรง กับที่ลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมในประเทศฮ่องกงและสิงคโปร์
"จะเห็นว่าช่วงหลายวันมานี้ มีแรงซื้อเข้ามาต่อเนื่องในตลาดบอนด์ของไทย ซึ่งรอบนี้เท่าที่สำรวจดูพบว่าเป็นเงินจากในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น และเงินที่เข้ามาเป็นเงินออมจริงๆ ไม่ได้เป็นเงินจากการทำแครี่เทรด(กู้ยืมในแหล่งที่ดอกเบี้ยต่ำมาลงทุน) ซึ่งเงินพวกนี้จะอยู่นาน ดังนั้นจึงเป็นแรงกดดันที่มีโอกาสจะเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง"น.ส.อุสรากล่าว
ชี้ไม่เกี่ยวส่วนต่างดอกเบี้ย
สำหรับการไหลเข้ามาของเงินทุนจากญี่ปุ่นในรอบนี้ น.ส.อุสรา เชื่อว่า ไม่ได้เข้ามาเก็งกำไรส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของไทย แต่เป็นการเข้ามาลงทุนเพื่อรักษาอำนาจซื้อของตัวเองไว้ เพราะที่ผ่านมาเงินเยนของญี่ปุ่นอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทำให้อำนาจซื้อในต่างประเทศลดลงหากยังคงถือเงินเยนต่อไป อีกทั้งการถือเงินสกุลต่างประเทศ ยังทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นได้กำไร 2 เด้ง จากทั้งขาไปและขากลับ
"หลังจากญี่ปุ่นใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างมาก ด้วยการทำ QE(อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ) ทำให้เงินเยนเทียบดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงมาแล้ว 20% ดังนั้นถ้านักลงทุนในประเทศถือเงินเยน เงินเขาก็มีแต่จะเสื่อมค่าลง ในทางกลับกันถ้าเขาไปลงทุนในประเทศที่เศรษฐกิจดี ค่าเงินมีแนวโน้มแข็งค่า นอกจากจะมีกำไรจากค่าเงินในสกุลที่ไปลงทุนแล้ว พอแลกกลับมาเป็นเงินเยนที่อ่อนค่าลงก็มีกำไรอีกทางด้วย เท่ากับว่ากำไรทั้งขาไปขากลับ"น.ส.อุสรากล่าว
ยูบีเอสคาดสิ้นปีนี้บาทแตะ27
นายเอ็ดเวิร์ด ทีธเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำตลาดอาเซียนของยูบีเอส วาณิชธนกิจชั้นนำของยุโรป กล่าวในรายงานหัวข้อ “เกาะติดเศรษฐกิจเอเชียตัวเลขของประเทศไทย” ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2555 แข็งแกร่งจนน่าแปลกใจ และทำให้ต้องทบทวนการคาดการณ์เศรษฐกิจ
"โดยรวมแล้ว ปีนี้เราก็ยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว ถึงแม้จะชะลอตัวลงในไตรมาสแรกก็ตาม จาก 6.4% ในปี 2555 ลดเป็น 6% ปีนี้ ซึ่งยังถือว่าสูงอยู่ ก่อนที่จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 4.5% ในปี 2557 นอกจากนี้ เราคาดว่าอุปสงค์ภายในประเทศ จะยิ่งช่วยทำให้เกิดการไหลเข้าของเงินทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อค่าเงินบาท ที่เรายังยืนยันว่าจะอยู่ที่ 27 บาท ต่อดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตามหากเงินบาทแข็งค่าอยู่ในระดับที่คาดการณ์ ไทยอาจต้องสนับสนุนฟื้นฟูภาคส่งออก และได้การแข็งค่าของสกุลเงินอื่นๆในเอเชียมาช่วยด้วย"
สอท.เตรียมยื่นข้อเสนอรัฐช่วย
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.) กล่าวว่าภาครัฐควรมีมาตรการที่จะออกมากำกับดูแล โดยมาตรการที่ สอท.เคยนำเสนอไปช่วงต้นปี จนถึงขณะนี้ ยังไม่ได้มีการดำเนินการ
"สอท.จะหารือกับตัวแทนแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ในวันที่ 24เม.ย.นี้เพื่อประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากกว่าประเทศคู่แข่ง10ประเทศ เพื่อยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐอีกครั้ง โดยเบื้องต้น อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากจะเป็นอุตสาหกรรม ที่ใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในประเทศ ในสัดส่วนที่มากและผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งในมาตรการที่ต้องการให้รัฐช่วยเหลือ คือ การกำกับดูแลไม่ให้ค่าเงินมีความผันผวน คือไม่แข็งค่าขึ้นเร็วหรืออ่อนค่าลงเร็ว และไม่แข็งค่าขึ้นมากกว่าประเทศคู่แข่ง โดยดูตัวอย่างมาตรการที่ประเทศคู่แข่งเช่น มาเลเซียนำมาใช้อย่างได้ผล "นายพยุงศักดิ์ กล่าว
นายณัฐพล ณัฐฏสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในฐานะโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่าสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ตั้งเป้าหมายว่าจีดีพีอุตสาหกรรมจะขยายตัว 5-6 % บนสมมุติฐานค่าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปี 30.58 บาท โดยถ้าค่าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 29 บาท จะทำให้จีดีพีอุตสาหกรรมขยายตัว 4-5 % และถ้าค่าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 28 บาท จะทำให้จีดีพีอุตสาหกรรมขยายตัว 1.41-2.41%









