สอท.กังวลเงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็วกว่าคู่แข่งในภูมิภาคกระทบการแข่งขัน เตรียมเรียกประชุมกลุ่มทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อเสนอมาตรการต่อรัฐบาลอีกรอบ
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทของไทยตั้งแต่1ม.ค.ถึงวันที่10เม.ย. ที่ผ่านมา แข็งค่ามากที่สุดในกลุ่ม ประเทศคู่แข่งทางการค้าของไทย 10 ประเทศ โดยแข็งค่าขึ้น มาถึง 5.02% ในขณะที่จีน แข็งค่าขึ้นมาเพียง 0.74% อินเดีย 0.69% มาเลเซีย 0.10% ส่วนประเทศที่เหลือ ต่างมีค่าเงินที่อ่อนค่าลงเช่น ฮ่องกง อ่อนค่าลง 0.17% ฟิลิปปินส์ 0.44% เวียดนาม อ่อนค่าลง 0.69% อินโดนีเซีย อ่อนค่าลง 0.97% สิงคโปร์ อ่อนค่าลง 1.47% บูรไน อ่อนค่าลง 1.58% ไต้หวัน อ่อนค่าลง 3.68% เกาหลีใต้ 7.53% และญี่ปุ่น อ่อนค่าถึง15.05%
ทั้งนี้ การที่ค่าเงินบาทของไทย แข็งค่าขึ้นมากที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงการไหลเข้ามาของเงินทุนระยะสั้นที่เข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีลักษณะที่เข้าเร็ว ออกเร็ว มีส่วนช่วยเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจน้อย แตกต่างจากการลงทุนของภาคอุตสาหกรรม ที่เรียกว่า FDI -Foreign Direct Investment ที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจ ดังนั้น ภาครัฐจึงควรจะมีมาตรการที่จะออกมากำกับดูแล โดย ใน7มาตรการที่ สอท.เคยนำเสนอไปช่วงต้นปี จนถึงขณะนี้ ยังไม่ได้มีการดำเนินการ
"สอท.จะหารือกับตัวแทนแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ในวันที่ 24เม.ย.นี้ เพื่อประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากกว่าประเทศคู่แข่ง10ประเทศ เพื่อยื่นข้อเสนอ ต่อภาครัฐอีกครั้ง โดยเบื้องต้น อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากจะเป็นอุตสาหกรรม ที่ใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนในประเทศ ในสัดส่วนที่มากและผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งในมาตรการที่ต้องการให้รัฐช่วยเหลือ คือ การกำกับดูแลไม่ให้ค่าเงินมีความผันผวน คือไม่แข็งค่าขึ้นเร็วหรืออ่อนค่าลงเร็ว และไม่แข็งค่าขึ้นมากกว่าประเทศคู่แข่ง โดยดูตัวอย่างมาตรการที่ประเทศคู่แข่งเช่น มาเลเซียนำมาใช้อย่างได้ผล"นายพยุงศักดิ์ กล่าว






