วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พาณิชย์จ่อหั่นเป้าส่งออก ผลพวงบาทแข็ง

พาณิชย์ รับสัญญาณส่งออกชะลอตัว รอถกทูตพาณิชย์ทั่วโลกประเมินสถานการณ์ปลายเดือนพ.ค. นี้ ก่อนปรับเป้าใหม่ "บุญทรง"เผยภาคเกษตรกระทบหนัก

กระทรวงพาณิชย์เผชิญกับแรงกดดันอีกครั้งจากภาคส่งออก ที่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวลง เช่นเดียวกับหลายประเทศในอาเซียน จากผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจในยูโรโซนและสหรัฐ รวมทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและญี่ปุ่น

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวยอมรับว่าการส่งออกของไทยในขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวลง โดยเฉพาะการส่งออกภาคเกษตร

"เดือนก.พ. ติดลบ 4-5% จากปีก่อน ส่วนเดือนมี.ค. เมื่อพ้นสงกรานต์แล้วน่าจะได้เห็นตัวเลขชัดเจน ซึ่งตอนนี้เราเริ่มมองสัญญาณว่าชะลอตัวลงแล้ว แต่เฉพาะในเรื่องมูลค่าแต่ปริมาณไม่ได้กระทบ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการชะลอตัวภาคการเกษตร โดยเฉพาะกุ้งที่มีโรคเยอะ ทำวอลุ่มหายไป แต่ในแง่ภาคอุตสาหกรรม กำลังคุยกันว่า จะช่วยให้ภาคผู้ผลิตลดต้นทุนให้ได้ ต้องพยายามอำนวยความสะดวกมากขึ้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ทำเองไม่ได้ ต้องคุยกันหลายกระทรวง"นายบุญทรง กล่าว

กระทรวงพาณิชย์ ตั้งเป้าการส่งออกของปี 2556 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 8-9% มูลค่า 250,410 ล้านดอลลาร์ แต่หลังจากตัวเลขส่งออกในเดือนก.พ. ติดลบ 5.8% เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน มูลค่าการส่งออกเพียง 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ และเมื่อเฉลี่ยรวมกัน 2 เดือน (ม.ค.-ก.พ.) มีมูลค่ารวม 3.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.1%

ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกรายงานนโยบายการเงินเดือนเม.ย. เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 5.1% จากปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก ในขณะที่ภาคส่งออก มีแนวโน้มจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ ตามเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าการส่งออกปีนี้ จะขยายตัว 7.2% ขณะที่การนำเข้าขยายตัว 9.2%

เร่งถกทูตพาณิชย์ก่อนสรุปผล

นายบุญทรง กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์กำลังเดินหน้าประชุมทูตพาณิชย์ทั่วโลกทั้ง 53 สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ผ่านวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ ล่าสุดได้เริ่มต้นจาก 8 ประเทศในอาเซียนไปแล้ว ต่อไปจะเป็นกลุ่มเอเชีย คือ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และต่อด้วยยุโรปและสหรัฐอเมริกา เมื่อได้ข้อมูลครบทุกสำนักงานฯ แล้ว จะนำข้อมูลมาประเมินกันอีกครั้งหนึ่ง ก่อนสรุปสถานการณ์ส่งออก

ในเบื้องต้นจากการประชุมกลุ่มประเทศอาเซียน พบว่า บางประเทศมีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดี แม้บางแห่งจะมีปัญหาเงินเฟ้อ อัตราว่างงานสูง และในการประชุมได้เชิญเอกชนที่เกี่ยวข้องมาหารือด้วย มีการพูดถึงค่าเงินบาทว่าน่าจะแข็งค่าต่อเนื่อง ทำให้ทิศทางดูแลการส่งออกจากนี้ คือ การเข้าไปช่วยเอกชนให้ลดต้นทุนเพื่อให้แข่งขันได้

แนวทางการทำงาน คือ หาแหล่งวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้านนำเข้ามาผลิตแทนการใช้วัตถุดิบทั้ง 100% จากในประเทศ ซึ่งกลุ่มสินค้าที่จะนำขึ้นมาดูแลเป็นลำดับต้นๆ คือ สินค้าเกษตรเพราะได้รับผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าสูงสุด

"ถ้าเรามั่นใจว่าต้องทำได้ มันก็ต้องได้ เป้าหมายตอนนี้ยังอยู่ที่ 8-9% เพราะ คิดว่ามันมีตลาดอื่นๆ อีกมากที่เรายังไม่ได้ไปดูจริงจัง และผมยังมั่นใจว่าปริมาณไม่น่าจะลดลงมากนัก แต่มูลค่าลดลงเพราะเม็ดเงินมันแข็งค่า ส่งออก 100 ชิ้นเม็ดเงินหลายไป 3% ก็กระทบแน่ ตอนนี้ทางเกษตรจะมีประเด็นเยอะกว่า อย่างกุ้ง เราก็จะพยายามทำหลายด้าน หนึ่งคือใช้วัตถุดิบจากเพื่อนบ้านจะได้ลดต้นทุนลง"นายบุญทรง กล่าว

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ในการประชุมเพื่อกำหนดเป้าหมายการส่งออกเมื่อปลายปี 2555 ที่ผ่านมา ในส่วนของทูตพาณิชย์ต่างมองว่าการส่งออกปี 2556 น่าจะขยายตัวได้เพียง 7% เท่านั้น ทั้งที่ ในเวลาดังกล่าวยังไม่มีปัจจัยค่าเงินผันผวนรุนแรง โดยมองว่าการส่งออกปีนี้ คงไม่ใช่แค่ปัจจัยค่าเงินอย่างเดียวที่จะกระทบการส่งออก แต่น่าจะมีปัจจัยอื่นๆ รวมอยู่ด้วย

ประชุมทูตพาณิชย์-จ่อปรับเป้าส่งออกใหม่

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ มีกำหนดประชุมทูตพาณิชย์ในช่วงปลายเดือนพ.ค. นี้ วาระการประชุม คือ การประเมินสถานการณ์ส่งออกรายประเทศ ผลกระทบค่าเงินบาท ก่อนที่จะพิจารณาเป้าหมายการส่งออกปีนี้อีกครั้ง

ทั้งนี้ ได้ปรับแผนการส่งออกบางส่วนแล้ว คือ เน้นตลาดอาเซียนมากขึ้นและทำกิจกรรมรูปแบบใหม่คือเจาะลึกเป็นรายสินค้า จากเดิมเน้นเชิงกว้างคือนำทุกสินค้าเข้าไปหนึ่งตลาดผ่านงานแสดงสินค้า แต่รูปแบบใหม่ในงานแสดงสินค้าหนึ่งจะต้องมีสินค้า (เซ็กเมนท์) ที่เหมาะสมกับตลาดนั้นๆ ต้องมีการจับคู่ธุรกิจ (บิซิเนสแมชชิ่ง) เป็นการหาลูกค้าในเชิงลึกและยั่งยืน รวมถึงต้องให้มีการซื้อสินค้าที่จะเป็นวัตถุดิบเพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการไทยด้วย

"เวลานี้กำลังประเมินจากตัวเลข แต่ได้ปรับมาตรการการ กิจกรรมจัดรูปแบบใหม่ให้เจาะลึกมากขึ้นรายเซ็กเมนท์ เมื่อก่อนเชิงกว้าง ตอนนี้ต้อง บิซิเนสแมชชิ่ง เอาท์ซอร์สซิ่ง ในงานจะมีทั้งซื้อและขาย แฮปปี้ทั้งเราและประเทศที่เราไปจัดงาน"นางศรีรัตน์ กล่าว

คาดตลาดหลักยังไม่ฟื้นในไตรมาส 2

แหล่งข่าวจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ไตรมาส 2 คาดว่าหลายตลาดยังชะลอตัวต่อเนื่อง เช่น แอฟริกา จีน และ อินเดีย ที่ยังได้รับผลกระทบจากภาคการส่งออกที่ลดลงหลังเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปยังไม่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม มองว่าตลาดเหล่านี้จะมีการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนตลาดอาเซียนจะต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น แม้จะเป็นโอกาสที่สำคัญของผู้ประกอบการไทยก็ตาม

"ตลาดอเมริการัฐบาลน่าจะมีนโยบายใหม่เข้าไปพยุงเศรษฐกิจอีก ซึ่งไทยเสี่ยงได้รับผลกระทบในเรื่องเงินทุนไหลเข้าทำให้เงินบาทแข็งค่า ส่วนตลาดยุโรปมีแนวโน้มอาการหนักขึ้นในเชิงเศรษฐกิจทรุดตัวหนักลุกลามไปหลายประเทศในกลุ่ม แต่ทั้งหมดต้องเชื่อว่าไม่มีใครยอมตาย รัฐบาลแต่ละประเทศจะต้องหามาตรการมาดูแลเศรษฐกิจของตัวเอง จึงเชื่อว่าการฟื้นตัวยังมีต่อเนื่อง แต่จะเป็นไปอย่างช้าๆ"แหล่งข่าวกล่าว

กกร.ถกพาณิชย์แก้บาทแข็ง 26 เม.ย.นี้

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นตั้งแต่ต้นปีประมาณ 4-5% ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้าในภาพรวมเสียเปรียบการแข่งขันกับคู่ค้าในต่างประเทศ และกระทบอย่างมากกับผู้ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก

ดังนั้น ในวันที่ 24 เม.ย. นี้ ส.อ.ท.ได้นัดสมาชิกที่ส่งออกสินค้าขายต่างประเทศมาหารือ เพื่อรวบรวมปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนข้อเสนอแนะที่จะมีต่อภาครัฐให้ช่วยเหลือต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 26 เม.ย. นี้ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ได้นัด 3 หน่วยงานภาคเอกชน ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และ สมาคมธนาคารไทย เพื่อประชุมด้านการตลาด เรื่อง SMEs Proactive ซึ่งทราบว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย ในโอกาสนี้ กกร. จะได้หารือเรื่องปัญหาเงินบาทแข็งค่าด้วย

นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปีเงินบาทแข็งค่าแล้วประมาณ 4-5% ปัจจุบันอาจถือว่าแข็งค่าที่สุดในเอเชีย รู้สึกว่าแปลกใจที่ค่าเงินของประเทศอื่นนิ่ง ไม่ผันผวนมาก ทั้งนี้ หากเงินบาทได้รับการดูแล จะทำให้เป้าหมายส่งออกปีนี้เติบโต 8-9% เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่ถ้าหากเงินบาทยังคงแข็งค่ามาก ก็ยากที่จะประเมินสถานการณ์การส่งออกได้