สองค่ายบิ๊กคอนเทนท์ โปรวายเดอร์ ที่เริ่มต้นจากธุรกิจเพลงเมื่อ 30ปีก่อน "แกรมมี่-อาร์เอส" กำลังก้าวสู่ "จุดเปลี่ยน"สำคัญ
ในอุตสาหกรรมบรอดแคสติ้งยุคดิจิทัลในปีนี้ พร้อมเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ "หลัก"จากฝั่งเพลง มายังอุตสาหกรรมสื่อและบรอดแคสต์ ที่จะเริ่มความชัดเจนนับจากนี้เป็นต้นไป ภายใต้แผนรุกลงทุนในกิจการ "ทีวีดาวเทียมและทีวีดิจิทัล"
จากการเติบโตของครัวเรือนไทยหรือฐานผู้ชม "ช่องรายการ" ทางแฟลตฟอร์ม"เคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม" ขยายตัวต่อเนื่องเช่นกันในปี 2555 อยู่ที่ 63% และปีนี้คาดการณ์ที่อัตรา 78% ซึ่งเป็นแนวโน้มเติบโตนับจากปี 2550 ในอัตราการเข้าถึงเพียง 22%
อีกทั้งแนวโน้มการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อทีวีดาวเทียม มีทิศทางเติบโตต่อเนื่องจาก 36% ในปีก่อน คาดปีนี้จะอยู่ในอัตรา 50%
ประกอบกับการจัดสรรคลื่นโทรทัศน์ระบบดิจิทัลใหม่รวม 48 ช่อง ใน 3 ประเภท คือ สาธารณะ ,ธุรกิจ และชุมชน ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในปีนี้ นับเป็นอีกโอกาสของคอนเทนท์ ที่จะก้าวสู่ความเป็น "เจ้าของสื่อ" ระดับประเทศ "ฟรีทีวีดิจิทัล"
ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าหลังจากเข้าสู่ธุรกิจ "ทีวีดาวเทียม" มาตั้งแต่ปี 2550 ปัจจุบันดำเนินการอยู่ 10 ช่องทั้งการลงทุนเองและร่วมทุน และในปีนี้ที่จะก้าวสู่ยุค "ทีวีดิจิทัล" แกรมมี่เตรียมแผนการลงทุน ประมูลช่องทีวีดิจิทัล ประเภทธุรกิจ "เต็มเพดานการถือครอง" ที่3 ช่อง คือ วาไรตี้ HD ,วาไรตี้ SD และช่องเด็ก SD คาดต้องใช้เงินลงทุนรวมทั้งการประมูลและการผลิตราว 4,000 ล้านบาท
"การลงทุนในทีวีดิจิทัล ถือเป็นโอกาสทองของแกรมมี่ ในอุตสาหกรรมบรอดแคสต์ยุคนี้ ที่จะก้าวสู่ความเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ โดยมีความพร้อมในฐานะคอนเทนท์ โปรวายเดอร์ จากประสบการณ์ 30 ปี และเป็นผู้นำในทุกคอนเทนท์ ทั้งเพลงและบันเทิง" ไพบูลย์ กล่าว
ในการก้าวสู่ยุคทีวีดิจิทัล จะใช้ความเชี่ยวชาญด้านการผลิตรายการในกลุ่มวาไรตี้ ของบริษัทในเครือมาร่วมดำเนินการ ทั้ง เอ็กแซ็กท์-ซีเนริโอ ,กลุ่มเอ-ไทม์ ,จีทีเอช ,อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ ,กลุ่มคอนเทนท์แมกกาซีน ที่สามารถปรับเปลี่ยนคอนเทนท์มานำเสนอในรูปแบบรายการต่างๆ ทางช่องทีวีดิจิทัลได้ทันที โดยกำหนดให้ช่องทีวีดาวเทียม "จีเอ็มเอ็ม วัน" (Gmm One) ช่องวาไรตี้รูปแบบฟรีทีวี เป็นช่องที่จะออกอากาศในช่องทีวีดิจิทัล วาไรตี้ เอชดี
อย่างไรก็ตามหากแกรมมี่ประมูลทีวีดิจิทัลได้ 3 ช่องตามเป้าหมาย หลังจากเริ่มดำเนินธุรกิจเต็มรูปแบบในปี2557 จะทำให้โครงสร้างรายได้ธุรกิจของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เปลี่ยนไปจากเดิมที่มีรายได้ 50% จากธุรกิจเพลง และ 50% จากธุรกิจมีเดีย มาเป็นรายได้หลักจากธุรกิจมีเดียและบรอดแคสต์รวมทีวีดิจิทัลที่สัดส่วน 70% และจะเป็นปีแรกในรอบกว่า 30ปี ที่รายได้หลักไม่ได้มาจากธุรกิจเพลง อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสื่อไทยในยุคดิจิทัล
สอดคล้องกับการประกาศแผนธุรกิจและทิศทางการดำเนินงานปีนี้ ของ บมจ. อาร์เอส กับก้าวสู่การเป็น Multi Content Media Network
โดย สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อาร์เอส กล่าวว่าอุตสาหกรรมสื่อในปีนี้มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ จากการออกใบอนุญาตใหม่ๆ ในกิจการใช้คลื่นความถี่ ทั้งโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ทีวีดิจิทัล) และกิจการไม่ใช้คลื่นความถี่ในกิจการเคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียม
ภายใต้ภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงดังกล่าว อาร์เอสได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานในนี้ เพื่อก้าวสู่การเป็น Multi Content Media Network จากยุคอนาล็อกสู่ยุคดิจิทัล และจากเจ้าของคอนเทนท์สู่การเป็น "เจ้าของสื่อ"เอง ด้วยโอกาสจาการเปิดเสรีในอุตฯสื่อ
"ตลอดการทำงาน 30 ปีที่ผ่านมาในฐานะคอนเทนท์ โปรวายเดอร์ ชีวิตต้องผูกติดกับการขอสัมปทานสื่อแบบปีต่อปี ที่ไม่มีความแน่นอนในการทำธุรกิจ แต่นับจากนี้ กสทช.ได้เริ่มออกใบอนุญาตกิจการสื่อ และจัดสรรคลื่นความถี่กิจการบรอดแคสต์ใหม่ นับเป็นปีที่เจ้าของคอนเทนท์รอคอย จากโอกาสที่จะเป็นเจ้าของสื่อที่มีระยะเวลาประกอบกิจการที่ยาวนานขึ้น" สุรชัยกล่าว
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันได้ลงทุนในกิจการทีวีดาวเทียมรวม 5 ช่อง คือ สบายดีทีวี ,ช่อง8 , ยู แชนแนล ,สตาร์แม็กซ์ และ ซัน แชนแนล นับเป็นธุรกิจดาวเด่นในปีที่ผ่านมาและยังเติบโตต่อเนื่องในปีนี้
โดยอาร์เอสตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้ที่ 4,000 ล้านบาท เติบโต 40% จากปีก่อน โดยมาจากธุรกิจมีเดีย 50% ธุรกิจเพลง 20% ธุรกิจโชว์บิซ 20% และธุรกิจอื่นๆ 10% โดยเป็นเป้าหมายรายได้สูงสุดในรอบ 30ปี นับจากก่อตั้งบริษัท
จากเป้าหมายดังกล่าวนับเป็นปีแรกที่รายได้จากธุรกิจ"สื่อ" โดยมีทีวีดาวเทียมเป็นสื่อหลักในการทำรายได้ จะเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีรายได้แตะ 50% ของรายได้รวมบริษัท ถือเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างรายได้อย่างชัดเจนจากธุรกิจเพลงในยุคเริ่มต้น ซึ่งเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคจากการซื้อสินค้า Physical หรือแผ่นซีดี ดีวีดี มาเป็นรูปแบบดิจิทัล ดาวน์โหลด ส่งผลให้ธุรกิจเพลงทั่วโลกรวมทั้งอาร์เอสอยู่ในภาวะ "ทรงตัว" และต้องปรับตัวและรูปแบบธุรกิจเพลง โดยมุ่งไปที่ช่องทางดิจิทัล ดาวน์โหลดมากขึ้น
โอกาสและการเติบโตในธุรกิจสื่อของอาร์เอสปีนี้ยังอยู่ทีวีดาวเทียม ซึ่งมีฐานผู้ชมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันได้ให้ความสนใจการประมูล"ทีวีดิจิทัล" เช่นเดียวกับค่ายคอนเทนท์อื่นๆ
ภายใต้ไลเซ่นทีวีดิจิทัลระยะเวลา 15 ปี นับเป็นโอกาสของการก้าวสู่กิจการบรอดแคสต์ ในฝั่งคอนเทนท์ ที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต






