วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.ส่งซิกคุมหนี้ครัวเรือน ทำศก.ไร้เสถียรภาพ

"แบงก์ชาติ"ส่งสัญญาณ คุมหนี้ครัวเรือน ฟองสบู่อสังหาฯ หากสินเชื่อและราคาเร่งตัวต่อเนื่อง จนก่ออันตรายเสถียรภาพเศรษฐกิจ

นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) เปิดเผยว่า กนง.มีความเป็นห่วงเรื่องภาวะการเงินและสภาพคล่องในระบบที่มีจำนวนมาก ขณะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่เอื้อให้เกิดการกู้ยืมและการใช้จ่ายที่มากขึ้น รวมทั้งยังทำให้คนหันมาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่ม จนราคาสินทรัพย์ต่างๆ ปรับสูงขึ้น

นอกจากนี้ระดับหนี้ครัวเรือนก็ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หากการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมในตลาดสินทรัพย์เหล่านี้ สูงขึ้นจนเป็นอัตราต่อเสภียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว ทาง ธปท. ก็มีความจำเป็นที่ต้องนำมาตรการมาใช้ดูแลอย่างเหมาะสม

“ถ้าแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อต่อจีดีพี และระดับหนี้ครัวเรือน ยังทรงตัวในระดับสูงขึ้นต่อเนื่อง ก็เป็นเรื่องที่ต้องกังวลมากขึ้น ขณะนี้เรายังวางใจไม่ได้ แม้ตัวเลขสินเชื่อรวมจะเริ่มชะลอลงมาบ้างจากระดับ 15% มาอยู่ที่ 14% แต่ กนง. ก็ยังต้องติดตามดู และก็พร้อมที่จะมีมาตรการที่เหมาะสม หากประเมินว่ามีความจำเป็น”นายไพบูลย์กล่าว

สำหรับมาตรการที่จะนำมาใช้หากเห็นว่าการเติบโตของหนี้ครัวเรือนและราคาสินทรัพย์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น เขากล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ว่าจะเป็นมาตรการประเภทไหน เพราะต้องดูให้เหมาะสมกับสถานการณ์และเหตุการณ์ด้วย แต่ยืนยันว่า ธปท. มีเครื่องมือต่างๆ ครบไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือในด้านการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน รวมไปถึงการกำกับดูแลผ่านสถาบันการเงิน

“คงต้องขึ้นกับปัญหาว่าคืออะไร แต่ละปัญหาใช้เครื่องมือที่แตกต่างกัน ต้องเลือกใช้ให้ตรงจุดไม่สร้างผลข้างเคียง เราพยามแก้ปัญหาให้ตรงจุดที่สุด”นายไพบูลย์กล่าว

อย่างไรก็ตามในส่วนของการส่งออกนั้น ธปท.ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 7.5% จากเดิมซึ่งเคยประเมินไว้ที่ 9% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น แต่สาเหตุหลักเป็นเพราะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้ายังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ ประกอบกับตัวเลขการส่งออกไตรมาสแรกที่ผ่านมา ออกมาต่ำกว่าที่ธปท.คาดการณ์เอาไว้ด้วย

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ในส่วนของเงินเฟ้อนั้น ช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาอาจชะลอตัวลงบ้างจากราคาอาหารสดที่ปรับลดลง แต่ในระยะต่อไปเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าติดตาม เพราะมีโอกาสเร่งตัวขึ้นมาได้เช่นกัน อันเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ดีขึ้นทำให้ผู้ประกอบการสามารถส่งผ่านต้นทุนมายังราคาสินค้าได้ ประกอบกับปัญหาการตึงตัวของแรงงาน และค่าแรงที่เพิ่มขึ้นก็มีความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการจะผลักภาระไปยังราคาสินค้า

นอกจากนี้ราคาน้ำมันในระยะต่อไปก็มีความเสี่ยงที่จะปรับตัวขึ้น โดยธปท.ได้ปรับตัวเลขคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบเพิ่มเป็น 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมที่ 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปที่ กนง. ประเมินไว้ในปีนี้ได้ปรับลดลงเล็กน้อย จากระดับ 2.8% มาอยู่ที่ 2.7% ในปีนี้ ส่วนในปีหน้าปรับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.7% จากเดิมที่ประเมินไว้ 2.6%

นายไพบูลย์ กล่าวยืนยันว่า อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันถือเป็นระดับที่เอื้อต่อเศรษฐกิจไทย และเป็นระดับที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า แต่อย่างไรก็ตามคงไม่สามารถบอกได้ว่า ดอกเบี้ยในระดับนี้ เป็นระดับที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจไปตลอดหรือไม่ เพราะต้องขึ้นกับปัจจัยเศรษฐกิจใหม่ที่เข้ามา ซึ่งโดยปกติทาง กนง.ก็จะหยิบขึ้นมาใช้ในการพิจารณา

นายธนวัฒน์ รื่นบันเทิง นักเศรษฐศาสตร์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า การปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีของธปท. สะท้อนให้เห็นทิศทางที่สดใสของเศรษฐกิจไทย ส่วนเงินเฟ้อแม้ว่าจะคาดการณ์ไว้ใกล้เคียงเดิม แต่เราคาดว่า

แรงกดดันเงินเฟ้อจะเริ่มเร่งขึ้น ในช่วงครึี่งหลังของปีนี้ ซึ่งหลักๆ จะเป็นผลจากความ แข็งแกร่งของอุปสงค์ในประเทศ

"คาดว่า แบงก์ชาติจะเริ่มการปรับนโยบายการเงินให้เข้าสู่ระดับปกติ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งอาจจะเป็นในไตรมาสสุดท้าย เพราะว่าอุปสงค์ในประเทศที่ยัง เติบโตดี จะเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อให้สูงขึ้นในช่วงครึี่งปีหลัง"

ด้านนายธรรมรัตน์ กิตติสิริพัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี กล่าวว่า ธปท.จะมีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งปัจจัยหลักมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และภาวะ เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าเรา อย่างญี่ปุ่น และอาเซียน

"ส่วนสิ่งที่เป็นปัจจัยเสี่ยงมากที่สุดในตอนนี้ คือเรื่องของกระแสเงินลงทุนซึ่งทำให้เงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว รวมทั้งยังมีความเสี่ยงเรื่องหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงด้วย"

อย่างไรก็ตามจากการที่เศรษฐกิจในประเทศยังเติบโตได้ดี ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ และอยู่ในระดับกลางๆของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธปท.ทำให้คาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังทรงตัวต่อไป ในช่วงที่เหลือของปีนี้