ส.อ.ท.เผย กระทรวงพาณิชย์ นัดกกร.หารือผลกระทบเงินบาทแข็งค่า 26 เม.ย.นี้
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์เชิญคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ส.อ.ท.และสมาคมธนาคารไปหารือเกี่ยวกับผลกระทบเงินบาทแข็งค่าต่อการส่งออกในวันที่ 26 เม.ย.2556 ซึ่งเลื่อนจากกำหนดเดิมวันที่ 17 เม.ย.2556 โดย ส.อ.ท.เห็นว่ากระทรวงพาณิชย์ช่วยเหลือผู้ส่งออกได้เฉพาะการตลาดเพราะคงไม่สามารถไปดำเนินการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการควบคุมค่าเงินบาทได้
นายวัลลภ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ควรจะสร้างโอกาสการค้าชายแดนให้มากขึ้น เพราะการหาตลาดใหม่ในตลาดเก่าหรือการหาตลาดใหม่ในช่วงนี้มีข้อจำกัดจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้ามีปัญหา ซึ่งทำให้ผู้นำเข้าต้องการสินค้าที่มีราคาลดลงและลดปริมาณการสั่งซื้อแต่กำหนดให้ระยะเวลาการส่งมอบลดลงเพื่อลดสินค้าคงคลัง โดยกระทรวงพาณิชย์ควรปรับแนวทางการส่งเสริมการค้าชายแดนใหม่จากเดิมที่จัดกิจกรรมโปรโมท แต่ผู้ส่งออกต้องการให้กระทรวงพาณิชย์หาทางให้ผู้ส่งออกขายสินค้าตรงเข้าตลาดได้เลย ซึ่งต้องหาทางให้ผู้ส่งออกขายสินค้าได้ตรงถึงผู้กระจายสินค้าของประเทศเพื่อนบ้านได้เลย แต่กระทรวงพาณิชย์ต้องเจรจากับกระทรวงคมนาคมและกรมศุลกากร เพื่อลดอุปสรรคการค้าชายแดน เช่น การกำหนดโควต้ารถบบรทุกไทยที่วิ่งเข้าประเ?ศเพื่อนบ้านได้
ทั้งนี้ เงินบาทที่แข็งค่าส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีมากกว่าผู้ส่งออกรายใหญ่ เพราะรายใหญ่ป้องกันความเสี่ยงไว้แล้วในช่วงนี้ ซึ่งถ้าภาครัฐไม่เข้ามาดูแลผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าจะทำให้มูลค่าการส่งออกของเอสเอ็มอีลดลง โดยในสัปดาห์นี้เงินบาทแข็งค่าเร็วมากและเปิดทำการมา 2 วัน เงินบาทแข็งค่าไป 1.4 % ทำให้บางช่วงเห็นค่าเงินบาทไปอยู่ที่ 28 บาท เศษ และสถานการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องยากที่เอสเอ็มอีจะไปแข่งขันได้ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ใช้วัตถุดิบในประเทศมาก เช่น อาหารแปรรูป เฟอร์นิเจอร์ เครื่องนุ่งห่ม ซึ่งช่วงนี้เจรจาสินค้าเพื่อส่งมอบในอีก 2-3 เดือน ข้างหน้า และสามารถใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ 28 บาท กำหนดราคาสินค้าได้แต่ผู้นำเข้าคงไม่ยอมรับราคานี้ โดยเปลี่ยนไปสั่งซื้อจากอินดดนีเซียหรือเวียดนามที่ค่าเงินไม่เปลี่ยนแปลงมาก แต่ถ้าเอสเอ็มอีกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่ 29 บาท แล้วเงินบาทแข็งค่าขึ้นก็จะขาดทุน









