"กสิกรไทย"ระบุปีนี้ส่งออกลำบาก หลังบาทแข็งค่าอยู่ที่กว่า28บาท ห่วงธุรกิจเอสเอ็มอี และธุรกิจที่แข่งขันด้านราคา
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้สัมภาษณ์”กรุงเทพธุรกิจทีวี” เรื่อง “ธปท.ขอรายชื่อนักลงทุนต่างชาติจากแบงก์พาณิชย์” กรณีค่าเงินบาทแข็งค่า
นายเชาว์ กล่าวว่าวันนี้(10เม.ย.) ค่าเงินบาทปิดใกล้ๆ 29 บาท เนื่องจากที่ผ่านมามีเหตุการณ์ประกอบหลายอย่าง ตั้งแต่สัปดาห์ก่อนธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศเป้าหมายค่อนข้างจะชัดเจนในเรื่องของการทำทีวีของเขา ซึ่งเป็นจำนวนที่เหนือการคาดการณ์ของตลาด แต่พอมาในปลายสัปดาห์ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐออกมาไม่ค่อยดี ทั้ง 2 ปัจจัยนี้ทำให้นักลงทุนไม่มีแรงจูงใจที่จะถือทั้งเงินเยนและเงินดอลลาร์ ซึ่งเงินเยนก็อ่อนอย่างรวดเร็วเข้าแตะระดับ 100 เยน ส่วนดอลลาร์ตัวเลขออกมาไม่ดีมีการเทขายดอลลาร์ พร้อมกับเป็นวันหยุดยาว พอเปิดตลาดอีกที ทำให้เงินบาทแข็งค่อนข้างเร็ว
นายเชาว์ กล่าวว่า กรณีที่ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สั่งให้ธนาคารพาณิชย์เปิดเผยข้อมูลลูกค้าต่างชาติที่นำเงินเข้ามาลงทุนในเมืองไทยนั้น คิดว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น คงจะเป็นการตรวจสอบ ติดตามสถานการณ์ของธปท. เพราะว่าจริงๆ แล้วปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามีหลากหลายด้วยกัน ส่วนการเข้ามาซื้อตราสารหรือพันธบัตรเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ตัวเลขจริงๆ ที่เห็นจากตลาดตราสารหนี้ จากการเข้ามาซื้อการถือครองพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาติ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงตอนนี้ก็ไม่ได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
"ที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาจากปัจจัยภายนอก โดยที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ฉดังนั้น เห็นว่าตลาดจะตอบสนองต่อเรื่องเหล่านี้มาก ในเรื่องของบีโอเจธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งยังเดินหน้าทำคิวอีา แต่ถึงจุดหนึ่งตลาดก็คงคอยดูว่าที่เขาทำไปจำนวนมากประมาณ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน จะขยับได้จริงๆ หรือไม่ ถ้าไประยะหนึ่งตัวเลขเงินฝืดไม่ดีขึ้น ตลาดก็จะมีคำถามกลับมา ในขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ถ้าเป็นแค่เดือนเดียว ซึ่งตัวเลขการจ้างงานไม่ดี แต่ว่าถ้าเดือนอื่นๆ กลับมาค่อยๆ ดีขึ้น ประเด็นในเรื่องของความจำเป็นของคิวอีของสหรัฐ ก็จะกลับมาเหมือนกัน ดังนั้นคงไม่ใช่เป็นในทิศทางขาเดียวที่จะเป็นในลักษณะว่าเงินบาทจะแข็งไปขาเดียวไปเรื่อยๆ จะมีจังหวะหรือมีขา ซึ่งตลาดคอยติดตามว่ามอาจจะเป็นทั้ง 2 ด้านก็ได้"นายเชาว์ กล่าว
นายเชาว์ กล่าวว่า หลายคนเป็นห่วงว่าเงินบาท ถ้าหลุดมาจาก 29 บาท มาอยู่ที่ 28 บาท น่าเป็นห่วง เพราะว่าถ้าดูแล้วจนถึงวันนี้ค่าเงินบาทแข็งค่าประมาณกว่า 5% แล้ว และที่กังวลคือเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าอย่างเช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งกับไทย เราเสียเปรียบเขาในตลาดหลายตัว โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์ เป็นสินค้าซึ่งการแข่งขันด้านราคาค่อนข้างสูง และในตลาดญี่ปุ่นเองเราก็ยิ่งเสียเปรียบ เพราะว่าเงินเยนอ่อนค่า เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์แต่เงินบาทกลับแข็งค่า ดังนั้นปีนี้เป็นปีที่ยากลำบากในด้านการส่งออก แต่ถ้าเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งมีการนำเข้า เงินบาทที่แข็ง ก็อาจจะมีผลดีในเรื่องของต้นทุนการนำเข้า แต่ประโยชน์ตรงนั้นธุรกิจขนาดใหญ่ อาจจะได้เปรียบมากกว่าธุรกิจที่มีขนาดเล็ก ฉะนั้นที่กังวลก็จะเป็นธุรกิจขนาดย่อมลงมา และธุรกิจที่เผชิญการแข่งขันด้านราคา หรือธุรกิจที่มีเรื่องต้นทุนเป็นค่าแรงค่อนข้างสูง และมีเรื่องค่าจ้างเป็นประเด็นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นน่าจะเหนื่อยกัน
นายเชาว์ กล่าวอีกว่า กรณ๊รัฐบาลกับธนาคารแห่งประเทศไทย มีความเห็นต่างกันในเรื่องมาตรการที่จะไม่ให้เงินบาทแข็ง คือทางรัฐบาลอยากให้ลดดอกเบี้ย คิดว่าประเด็นความขัดแย้งนั้น ตรงนี้เข้าใจว่า ทั้งกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย คงพิจารณาหารือกันเรื่องเหล่านี้ แต่ทุกเรื่องทุกมาตรการที่ทำมีผลดี ผลกระทบตามมาในระยะใกล้ ระยะกลาง ระยะยาวต่างๆ กัน คือถ้าเล็งผลเฉพาะระยะสั้นมองได้ แต่ว่ามีผลตามมา ฉะนั้นคนที่ตัดสินใจคงชั่งน้ำหนักความจะเป็นจริงๆ อย่างเรื่องดอกเบี้ย ก็มีประเด็นอย่างที่ห่วงกัน เรื่องการใช้จ่ายเงิน เรื่องภาระหนี้ เรื่องฟองสบู่ ต้องเอามาพิจารณาเหมือนกัน ฉะนั้นคิดว่าก็คงอยู่ในระหว่างการติดตามสถานการณ์ ถ้าตัวเลขส่งออกยังพอไปได้ไม่ได้แย่มาก ความจำเป็นในการที่ต้องเดินหน้าใช้มาตรการเข้มข้นมากๆ ก็อาจจะยังต้องดูสถานการณ์ต่อไป









