วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'จีทีเอช'ปลุกกระแสหนังไทย ..ดันอุตฯปีนี้โต40%

กระแส "พี่มาก...พระโขนง" ภาพยนตร์แนวพีเรียดคอมเมดี้ของค่าย"จีทีเอช" ที่สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ให้วงการภาพยนตร์ไทย กับสถิติ 200 ล้านบาท

ในช่วง 2 สัปดาห์แรกที่ออกฉาย ส่งผลให้ภาพยนตร์ "พี่มาก...พระโขนง" ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งแซงหน้าภาพยนตร์ "แฟนฉัน" ที่เคยทำสถิติให้ค่ายจีทีเอชไว้ที่ 147 ล้านบาท

ความสำเร็จของจีทีเอชครั้งนี้ ...ส่งสัญญาณที่ดีให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากช่วง 10 ปีที่ผ่าน ส่วนแบ่งตลาด"หนังไทย" ทำได้ไม่เกิน 35% จากภาพรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์หนังไทยและต่างประเทศปีก่อนมูลค่า 4,100 ล้านบาท

"กรุงเทพธุรกิจทีวี" สัมภาษณ์ วิสูตร พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม ไท หับ จำกัด (จีทีเอช) และประธานสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ถึงความสำเร็จของค่ายหนัง"จีทีเอช" ในการปลุกกระแสหนังไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้งในปีนี้

วิสูตร กล่าวว่าจากความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง "แฟนฉัน" ในปี2547 ที่ทำรายได้รวม 147 ล้านบาท ซึ่งขณะนั้นไม่มีใครคิดว่า "หนังไทย" โดยเฉพาะหนังเด็ก จะทำรายได้เกินร้อยล้าน และเป็นเรื่องที่สร้างขึ้นหลังโครงสร้างใหม่ที่เกิดจากการร่วมทุนของ 3 บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ,ไทเอ็นเตอร์เทนเมนต์ และหับโห้หิ้น บางกอก ในนาม "จีทีเอช" ที่เป็นการดึงจุดเด่นของแต่ละองค์กรมาผสมผสาน เพื่อสร้างงานคุณภาพ

"หลังจากหนังแฟนฉัน จบลงมันคือคำตอบว่าทำไมต้องรวมตัวกัน ผมมองเห็นสิ่งดีกว่าและน่าจะได้ประโยชน์มากกว่า จากการวางกลยุทธ์ โดยใช้ความโดดเด่นของ 3 ค่ายผู้ผลิตมาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน"

โดยจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่โดดเด่นด้านสื่อ ศิลปิน ,ไท เอนเตอร์เทนเมนต์ เด่นเรื่องบริหารการตลาด ขณะที่หับโห้หิ้น บางกอก โดดเด่นด้านโปรดักชั่น การรวมตัวกันเพื่อให้บริษัทใหญ่ขึ้น ผลที่ได้คือการผลิตภาพยนตร์ที่น่าจะออกมาดีกว่าเดิม

แม้ว่าการเป็นพันธมิตรระหว่าง 3 ค่ายหนังฟอร์มยักษ์ จะมีส่วนเสริมรากฐานทางธุรกิจภาพยนตร์ของจีทีเอชให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อต่อสู้กับตลาดอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก แต่การวางกลยุทธ์แบบทางใครทางมัน ไม่ได้ช่วยผลักดันให้ขีดความสามารถการผลิตหนังไทยของจีทีเอชเติบโตได้จนถึงขีดสุด จนนำมาสู่การวางกลยุทธ์ใหม่ด้วยหลักคิด "สร้างน้อยแต่เน้นคุณภาพ เป็นการตอบโจทย์ที่ดีที่สุดให้กับธุรกิจภาพยนตร์ภาพยนตร์ของจีทีเอช"

แนวทางการบริหารที่กำหนดเป็นกลยุทธ์ร่วมกัน คือการผลิตภาพยนตร์ออกสู่ตลาดปีละ 3 - 4 เรื่องเท่านั้น โดยเน้นคัดสรรผลิตภาพยนตร์แนวที่ถนัด คือ "หนังรัก หนังผี และหนังตลก" เคยมีหลายคนเสนอให้จีทีเอชสร้างหนังแอ็คชั่น แต่ก็มองว่าไม่ใช่แนวของจีทีเอช

"เพราะสูตรสำเร็จของการทำหนังถ้าไม่ดีเราจะไม่ทำ ธุรกิจภาพยนตร์มีความเสี่ยงจบแล้วจบเลย หากเรื่องใดทำเงินก็มหาศาล หรือไม่ก็เจ๊ง ไม่เหมือนธุรกิจร้านอาหารที่ทุกคนจำเป็นต้องบริโภค"

ความโดดเด่นของแบรนด์จีทีเอช ในฐานะผู้สร้างภาพยนตร์ไทยที่สามารถครองใจผู้ชมมาแล้วหลายเรื่อง ส่งผลให้ผู้ผลิตสินค้าและบริการต้องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในรูปแบบการสร้างแบรนด์ผ่านเนื้อหา (Branded Content) รวมทั้งรูปแบบการเป็นสปอนเซอร์ ซึ่งนับเป็นอีกช่องทางในการสร้างรายได้

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจภาพยนตร์ของจีทีเอชปีนี้ วางแผนผลิตภาพยนตร์จำนวน "น้อยแต่เน้นคุณภาพ" โดยจะหันมาโฟกัสการผลิตที่เน้น "ไอเดียสร้างสรรค์และคุณภาพ" ของภาพยนตร์เป็นหลัก แม้ว่าภาพรวมการเติบโตของภาพยนตร์ไทยที่ผ่านมาจะ"ไม่สูง"มากนัก แต่จีทีเอชจะ"ไม่ลด"เม็ดเงินการลงทุนภาพยนต์ต่อเรื่องลง เพราะเชื่อว่าผู้ชมยังคาดหวังกับคุณภาพของหนังไทย อีกทั้งหากลดต้นทุนลงคงจะไม่สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้

ปีที่ผ่านมา จีทีเอชครบรอบ 7 ปี แผนธุรกิจจึงเน้นไปที่การทำกิจกรรมทางการตลาดของบริษัทเป็นหลัก ส่วนปีนี้จะกลับมาโฟกัสด้านการผลิตภาพยนตร์ให้มากขึ้นตั้งแต่บทภาพยนตร์ ไอเดียต่างๆ เพื่อคัดสรรและสร้างภาพยนตร์ที่มีคุณภาพออกสู่ตลาด

สำหรับปีนี้คาดว่าภาพรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยจะเติบโตแบบก้าวกระโดดที่ 40% จากหนังไทยฟอร์มยักษ์ที่ออกฉายในปีนี้ ไว้ว่าจะเป็น คู่กรรม ตำนานสมเด็จพระนเรศวรภาค 5 หลังจากการเติบโตชะลอไปหลายปี อีกทั้งต้อง ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าจะมีหนังไทยอีกกี่เรื่องที่สามารถกวาดรายได้ทะลุเป้า 100 ล้านบาทในปีนี้ ขณะที่จีทีเอชวางเป้าหมายเติบโตไม่ต่ำกว่า 20%