"กอบศักดิ์"ระบุกนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย2.75% ห่วง หนี้ครัวเรือน อสังหาริมทรัพย์ เกิดภาวะฟองสบู่ขึ้นได้ ย้ำลดดอกเบี้ยยาก
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยกรรมผู้จัดการใหญ่ ธ.กรุงเทพ ให้สัมภาษณ์"กรุงเทพธุรกิจทีวี”เรื่อง"กนง.ตรึงดอกเบี้ยนโยบาย"อยู่ที่2.75%น่าสนใจหลายประเด็นทั้งเรื่องหนี้ครัวเรือน ตลาดหุ้น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเงินทุนไหลเข้า
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่2.75% พยายามบอกมาหลายครั้งว่าดอกเบี้ยขนาดนี้มีความเหมาะสมกับตัวเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยไปได้พอสมควร โดยในประเทศบางจุดมีความกังวลด้วยซ้ำในเรื่องเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ฯ ที่ออกข่าว เมื่อเช้าที่ผ่านมา ตัวตลาดหุ้นเอง หรือแม้กระทั่งหนี้ครัวเรือน ก็เป็นสิ่งที่ธปท.จับตา มอง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือน การใช้จ่ายส่วนบุุคคล เรื่องของอสังหาฯ หากลดดอกเบี้ยจะทำให้ปัญหาเหล่านี้พองตัวขึ้นมาได้กลายเป็นฟองสบู่ได้ ถ้าเศรษฐกิจในประเทศไปได้ ตัวปัญหาความเปราะบางกำลังเริ่มขึ้น โอกาสการลดดอกเบี้่ยเป็นไปได้ยาก แล้วยิ่งเศรษฐกิจโลกก็กำลังขับเคลื่อนไปได้ถึงระดับหนึ่ง มีความเสี่ยง บ้างจากยุโรปบ้างอะไรบ้าง แต่อย่างน้อยก็พอไปได้
"ผมคิดว่ากนง.มองลักษณะนี้ แต่ตัวของการที่อยากจะลดดอกเบี้ยคงไม่มาก ที่คนยังลังเลใจจะว่าแบงก์ชาติจะลดดอกเบี้ยหรือเปล่า ผมว่ามาจากประเด็นเรื่องของความกดดันทางการเมืองมากกว่า ที่มีการสื่อบอกว่าอยากจะให้แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยจากกระทรวงการคลัง ลักษณะเดียวกัน แรงที่สองที่มาก็คือเรื่องของค่าเงินที่แข็งมีการผูกโยงไป เพราะว่าดอกเบี้ยสูงก็เลยทำให้เงินไหลเข้าค่าเงินบาทแข็ง อยากให้ดอกเบี้ยลดลงเช่นเดียวกัน ก็เป็นอีกแรงหนึ่งที่เห็นเงินบาทแข็งไปเป็น 29 บาท จากคลังก็เลยทำให้เกิดแรงกดดัน" นายกอบศักดิ์ กล่าว
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า มติเสียงกนง. 5ต่อ1 เสียงนั้นก็ยังเป็นหนึ่งเสียงที่ต้องบอกว่ากังวลคืออยากให้ลดดอกเบี้ย 0.25 % ในเรื่องของเงินทุน ไหลเข้านั้น หนึ่งเสียงเดิม คงเป็นคนเดิมครั้งที่แล้ว ส่วนอีกคนที่หายไปก็ไปต่างประเทศไม่รู้ว่าใคร การลงคะแนนเสียงครั้งนี้ก็ไม่แตกต่างจากเดิม ความกังวลใจก็เหมือนเดิมในครั้งที่แล้ว ส่วนเรื่องเงินทุนไหลเข้า คิดว่าก็มีมาบ้าง เงินทุนที่ไหลเข้ามามากๆ คือตลาดพันธบัตร ที่คนกังวลใจจริงๆคือค่าเงินที่แข็งขึ้น แต่ค่าเงินที่ แข็งขึ้น คนพูดเงินทุนไหลเข้า เพราะกลัวเรื่องค่าเงินบาทแข็ง ถ้ามีเงินเข้ามา แต่ค่าเงินไม่แข็งอย่างปีที่ผ่านมา เงินเข้ามากแต่ค่าเงิน ไม่แข็ง ก็ไม่พูดถึงเรื่องเงินทุนไหลเข้า แต่ปีนี้ค่าเงินแข็งบอกว่าเป็นเพราะเงินไหลเข้าเลยทำให้เกิดปัญหาอยากลดดอกเบี้ย ค่าเงินที่แข็งเอง ณ ปัจจุบัน ก็เป็นพฤติกรรมที่ตลาด เพราะว่าตัวของเงินบาท ในขณะทุกคนอ่อน คือไทยแข็งกว่าอยู่ฝ่ายเดียว
"สถานการณ์เช่นนี้ไปต่อได้ไม่ไกล ถ้าหากผมเป็นคนเก็งกำไรผมก็ไม่กล้าเก็งมาก เพราะว่าโดดอยู่คนเดียว พอค่าเงินไป 29.08 บาท มาวันนี้ก็กลับมาที่ 29.40 บาท เพราะฉะนั้นต่อให้ไปทำอะไรไม่ต้องลดดอกเบี้ยค่าเงินก็กลับไปได้ เพียงแต่ว่าเราต้องไปดูแลให้ค่าเงินไม่ถูกเก็งกำไรจนเกินไป เข้าไปช่วยแทรกแซงบ้างบางครั้งบางคราวที่มีเงินไหลเข้ามาซื้อพันธบัตรด้วยต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งเราเห็นอยู่แล้ว ถ้าเกิดทำได้ดีตัวค่าเงินไม่ใช่ปัญหา"นายกอบศักดิ์ กล่าว
นายกอบศักดิ์ กล่าวด้วยว่า เงินทุนที่ไหลเข้ามาคิดว่ายังไม่เป็นปัญหา แต่ต่อไปจะมีปัญหามากกว่านี้ เพียงแต่ว่าตอนนี้มีบ้าง แต่ว่ายังไม่ใช่จุดที่ต้องกังวลใจ แต่ต้องติดตาม เพราะได้ยินว่าเงินที่ไหลเข้ามีหลายส่วน ส่วนหนึ่งลงตลาดพันธบัตรมาต่อเนื่อง ตลาดหุ้นไม่ได้เข้า บางเดือนก็ขายด้วยซ้ำไป ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีหลายคนคิดว่าจะมาลงอสังหาฯ เมืองไทย อสังหาฯ กำลังขึ้น ขณะเดียวกัน เอกชนก็ไปกู้จากต่างประเทศในบางส่วน เพื่อมาประกอบธุรกิจ ซึ่งดอกเบี้ยในสหรัฐฯต่ำเป็นพิเศษก็อยากจะไปกู้มา โดยรวมยังมีแรงที่ต้องติดตามเรื่องเงินทุนไหลเข้า แต่ว่าพอผ่านไป อีกระยะเวลาหนึ่งเศรษฐกิจไทยไปได้ดีกว่านี้ แล้วความต้องการสินเชื่อมากกว่านี้ อสังหาฯ บูมกว่านี้ คิดว่าเงินจะไหลเข้ามากกว่านี้
นายกอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า การส่งออกในเดือน ก.พ. ติดลบ ทำไม่เราคิดว่ามันแย่ขนาดนั้น หลายคนบอกว่าเดือนม.ค.โต 15 % เดือนก.พ.โตติดลบลบ 4 % ก็หายไป 20 % แต่ไปดูข้อมูลที่ประหลาดกว่าคนอื่น คือเดือน พ.ย. ,ธ.ค. ,ม.ค. ที่ขยายตัว 15 % ,16% ,20% เป็นเพราะว่าปีที่แล้วน้ำท่วมคือน้ำท่วมปีที่แล้ว ฐานก็เลยต่ำปีที่แล้วไม่ได้ส่งออกให้ใครเลย ไม่มีอะไรจะส่ง ต้นก.พ.เริ่มส่งได้เป็นปกติมากขึ้น ไม่น่าแปลกใจเลยว่าพอตัวเลข พ.ย. , ธ.ค., ม.ค. เลยโดดเป็นพิเศษ ปีนี้ที่เดือนก.พ.มาลบ 4% ไปดูแนวโน้มเป็นปกติคือประเทศอื่นๆ ก็ส่งออกไม่ค่อยได้ เช่น อินโดนีเซีย เดือนก.พ.ติดลบ 1% เกาหลีใต้ส่งออกขยายตัว 0 % มาเลเซีย 3% โดยรวมก็คือว่าแนวโน้มยังขยายตัวได้ไม่ดีมากนัก ถ้า 3 เดือนที่แล้วเป็นภาพหลอกตาเรา เพราะน้ำท่วม ภาพจริงๆ ถ้าไม่มีน้ำท่วมก็คงขยายตัวติดลบ 3% การขยายตัว ติดลบ 4% อย่างกังวลเรื่องส่งออก เพราะส่งออกความจริงเป็นสิ่งที่กำลังเป็นเหมือนกับประเทศอื่น









