วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สุรัตน์ชัย กึงฮะกิจ "เราเป็นช่างก่อสร้าง ไม่ใช่นักธุรกิจ"

“สุรัตน์ชัย กึงฮะกิจ”ผู้ก่อตั้ง ดิ เอ็มเพอเร่อร์ เฮ้าส์ คือชื่ออันดับต้นๆ ที่ลูกค้าเศรษฐีถามหาและต่อคิวให้เขาสร้างบ้านคลาสสิกยุโรปยาวเหยียด

ณ สำนักงานของ "ดิ เอ็มเพอร์เร่อร์ เฮ้าส์” ย่านสะพานใหม่ ที่นี่เคยต้องปิดสำนักงานไปเป็นเวลาเกือบ 2 เดือนเพราะน้ำท่วมเกือบมิดหัว วันนี้ “สุรัตน์ชัย กึงฮะกิจ” หรือ เฮียอ้วน ของลูกค้าระดับมหาเศรษฐีที่นิยมมีบ้านหรูหราสไตล์ยุโรปคลาสสิค ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิ เอ็มเพอเร่อร์ เฮ้าส์ จำกัด มีนัดให้สัมภาษณ์กับเราที่นี่ เขาหนีบกระเป๋าหนังสีดำใบเขื่องเดินเข้ามา พร้อมทั้งเอ่ยปากบอกแม่บ้านประจำสำนักงานให้จัดเตรียมน้ำมาต้อนรับ ก่อนทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ทักทาย และเริ่มต้นเล่าถึงประวัติตัวเอง

สุรัตน์ชัย เป็นผู้ชายธรรมดา “ลูกจีน” จากแก่งคอย สระบุรี ที่เริ่มต้นทำธุรกิจตั้งแต่อายุ 25 ค่อยๆ สะสมประสบการณ์ทีละเล็ก ทีละน้อย ผ่านการเป็นลูกจ้างในหลายบริษัทหลังเรียนจบวิศวกรรมโยธา เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งก็ออกมาเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง ล้มบ้างลุกบ้าง ตลอด 20 กว่าปีของการทำงาน กว่าจะมีวันนี้

ในวันที่ ดิ เอ็มเพอร์เร่อร์ เฮ้าส์ เตรียมส่งไม้ต่อให้กับผู้บริหารรุ่น 2 ซึ่ง สุรัตน์ชัย เรียกว่า “ทีม 5+1” คือกลุ่มผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงที่ร่วมทำงานด้วยกันมาเป็น 10 ปี อายุเฉลี่ย 30-40 ปี ซึ่งกำลังจะดันขึ้นมาแทนกลุ่ม "ไพโอเนียร์" ผู้ก่อตั้งที่ขณะนี้อายุอานามขึ้นเลข 5 กันหมดแล้ว

“ผู้บริหารรุ่นต่อไปไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นทายาทของผมเสมอไป ที่นี่เราจะเลือกจากความสามารถเป็นหลัก แม้ผู้บริหารรุ่นแรกๆ จะค่อยๆ รีไทร์ออกไป แต่บริษัทก็ยังต้องเดินหน้าไปอีกสิบหรือยี่สิบข้างหน้า ผมไม่ได้ยึดติดว่าจะต้องนั่งเป็นผู้บริหาร หรือเป็นเจ้าของที่ต้องลงมือบริหารเองทั้งหมด ปล่อยให้คนมีฝีมือ ผู้บริหารมืออาชีพทำต่อไปจะดีกว่า”

ส่วนผมจะรีไทร์ ขอไปทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ นั่นคือ การเปิดร้านขายของเก่า ซึ่งเป็นร้านในฝัน....เขาหัวเราะ


“หมดจากรุ่น 5+1 ก็ต้องสร้างคนรุ่นถัดไปขึ้นมาทดแทน ตอนนี้ผมก็ช่วยเข้ามาดูด้านการพัฒนาบุคลากร เพราะมองว่าเรื่องเป็นเรื่องสำคัญที่สุด คน จะต้องนำองค์กรให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้า ถ้าคนมีประสิทธิภาพองค์กรก็ยั่งยืน ผมพร้อมถ่ายทอดงานและแนวคิดที่มีอยู่ในหัวให้กับทุกคนเต็มที่ไม่มีกั๊ก”


สุรัตน์ชัย ยังบอกว่า มีคำพูดหนึ่งที่เขามักบอกลูกน้องในบริษัทอยู่เสมอๆ นั่นคือ “เราเป็นช่างก่อสร้าง ไม่ได้เป็นนักธุรกิจ” จงทำตัวแบบธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจ หรือไปใส่ใจเสียงที่คนส่วนใหญ่ที่ถามว่า ทำไมพนักงานที่นี่ไม่ใส่สูท ผูกไท ในทางตรงกันข้ามพวกเราชอบแต่งตัวปอนๆ ทำตัวติดดินเป็นกันเองกับลูกค้า บางคนไม่เข้าใจ แต่ในความเป็นจริง ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เดินเข้ามาหาเรา ก็ทำตัวเล็กๆ แต่งตัวธรรมดาๆ กันทั้งนั้น


ก่อนจะเล่าย้อนไปถึงลูกค้ารายแรกของเขา เมื่อ 24-25 ปีก่อน “อาเจ็ก”คนหนึ่งแต่งตัวธรรมดาๆ ใส่กางเกงขาสั้นเดินเข้ามาหาที่บริษัท และถามว่า ทำบ้านแบบนี้ สไตล์นี้ให้ได้หรือเปล่า พร้อมกับวางเงินทันที 5 ล้านบาทสำหรับการสร้างบ้านในสไตล์คลาสสิกที่มีมูลค่าสูงมากๆ จนวันนี้ "อาเจ็ก" คนนั้นและคนในตระกูลก็ยังเป็นลูกค้าที่เหนียวแน่นของ "เฮียอ้วน"


บ้านหลังแรกที่เขารับทำ แม้จะมีรายละเอียดเยอะแยะมากมาย ทำแล้วทุบก็มี เพราะไม่ได้ตามสัดส่วนที่ต้องการ แต่บ้านหลังนี้เสร็จตามกำหนดโดยลูกค้าพอใจในทุกรายละเอียด เรียกว่า "ไม่มีคำด่า"ตามหลัง กลายเป็นการพูดถึง"แบบปากต่อปาก" ในหมู่เศรษฐี จนเริ่มมีหลายๆรายเข้ามาติดต่อให้สร้าง"บ้านในฝัน”บ้างเช่นกัน


สุรัตน์ชัย บอกว่า “อาเจ็ก” ลูกค้าคนแรกของเขาคือคนที่จุดประกายให้เขามีความคิดที่จะจับธุรกิจรับสร้างบ้านระดับพรีเมี่ยม และต้องเป็นบ้านสไตล์คลาสสิกเท่านั้น เพื่อเลี่ยงตลาดที่เน้นจับตลาดระดับกลาง-ล่าง ในยุคนั้นที่มีการแข่งขันสูง โดยเขามองเห็น "จังหวะ" และ "โอกาส" จากดีมานด์ที่มาเรื่อยๆ แม้ไม่หวือหวา จะทำให้ธุรกิจนี้อยู่รอดได้ไม่ยาก


“เชื่อไหมว่าลูกค้าที่เดินเข้ามาหาเราแต่ละคน มาสไตล์เดียวกันหมด คือ แต่งตัวแบบธรรมดาๆ ส่วนใหญ่เป็นคนที่ทำตัว Low Profile กันทั้งนั้น แบบไฮโซๆ นี่นะไม่มีมาเลย แม้จะมีมาบ้างบางครั้ง แต่ผมก็ไม่รับทำ เพราะบางทีคุยกันแล้วไม่สบายใจทั้งคู่ก็ไม่รับดีกว่า อีกทั้งสไตล์การพูดคุยของเราและเขาก็ไม่ตรงกัน ผมเลยไม่ค่อยอยากรับลูกค้าแนวๆ นี้เท่าไหร่” เขาบอก


สนนราคาการรับสร้างบ้านแต่ละหลังอยู่ที่ราคาหลังละ 30 ล้านบาทขึ้นไป ราคาสูงสุดหลังละ 260 ล้านบาท ไม่นับรวมค่าตกแต่งภายใน ซึ่งถ้าต่ำกว่าราคา 20 ล้านบาท สุรัตน์ชัย บอกว่าไม่คุ้ม เพราะต้นทุนในการก่อสร้างสูงอยู่แล้ว ซึ่งบริษัทมีต้นทุนคงที่ในเรื่องวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งที่มีมูลค่าสูงอยู่แล้ว


เขาเล่าว่า โดยเฉลี่ยใน 1 ปี ดิ เอ็มเพอเร่อร์ จะรับสร้างบ้านปีละ 5 หลัง แต่คิวลูกค้ายาวเหยียด 10-20 รายต่อปี บ้านหนึ่งหลังกว่าจะสร้างเสร้จใช้เวลาประมาณ 3 ปี รายได้ในภาพรวมโดยเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 300-500 ล้านบาท ตอนนี้เริ่มขยับไปรับสร้างบ้านให้กับเศรษฐีในประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวแล้ว เริ่มต้นจากมีลูกค้าที่เวียงจันทน์ (อินทรีกรุ๊ป) ติดต่อเข้ามา จนทุกวันนี้แปลงจากลูกค้ามาเป็นหุ้นส่วนธุรกิจในลาว และกำลังจะขยับไปหาลูกค้าในเวียดนาม โดยตั้งเป้ารายได้ปีแรกในลาวไว้ที่ 100 ล้านบาท


"ทายาทรุ่นที่ 2 ของอินทรีกรุ๊ป บินมาคุยกับผมที่ห้องนี้ล่ะ คุยกันหลายครั้งแล้ว อายุแค่ 30 กว่าๆ เขาก็เรียกผม”เฮียๆ" (หัวเราะ) ก็ดูเป็นคนติดดินดี เป็นคนรุ่นใหม่ มีหัวการค้า ผมชอบคนแบบนี้ คุยกันถูกคอก็เลยตกลงที่จะทำธุรกิจร่วมกัน ในนาม บริษัท ดิ เอ็ม เพอร์เร่อร์ เฮ้าส์ (สปป.ลาว)จำกัด โดย ดิเอ็มเพอเร่อร์ เฮ้าส์ ประเทศไทย ถือหุ้นในสัดส่วน 60% ทางอินทรีย์กรุ๊ปถือหุ้น 30% และอีก 10% เป็นกลุ่มคนไทย(ผู้บริหารในบริษัท) มีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท"

เขายังบอกด้วยว่า การขยายไปรับงานในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่ว่าตลาดในเมืองไทยจะเล็กลง ในทางตรงกันข้ามตลาดนี้กลับเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 10% ทั้งในกทม.และปริมณฑล จากมูลค่าตลาดรวมของธุรกิจรับสร้างบ้านที่ 55,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา