วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กกพ.ยันไม่ขึ้นเอฟที หนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

กกพ.ยันแม้ปีนี้ยอดใช้ไฟฟ้าพุ่ง แต่จะไม่ขึ้นค่าเอฟที ถ้าราคาเชื่อเพลิงคงที่ พร้อมหนุนรัฐสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่ม ลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในอนาคต

นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ. มีความเป็นห่วงในฤดูร้อนนี้ที่มีอุณหภูมิสูงมาก โดยตั้งแต่ปลายเดือนมี.ค.ได้ทำลายสถิติการใช้ไฟฟ้าสูงสุดไปแล้ว มีปริมาณการใช้ไฟฟ้า 26,430 เมกะวัตต์ และคาดว่าปีนี้จะสูงสุดที่ 27,000 เมกะวัตต์ ทำให้มีความเป็นห่วงในช่วงที่พม่าหยุดส่งก๊าซในวันที่ 5-14 เม.ย. จะเกิดปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้า โดยเฉพาะในวันที่ 5 และ 9-10 ซึ่งเป็นวันที่ปริมาณสำรองเหลืออยู่น้อยที่สุด ดังนั้นจึงอยากให้ประชาชนให้ความร่วมมือประหยัดการใช้ไฟฟ้าในวันดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าจะสูงกว่าปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่กระทบกับค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) เนื่องจากค่าเงินบาทแข็ง และราคาเชื้อเพลิงยังคงทรงตัว ซึ่งหากไม่มีการใช้น้ำมันเตา และดีเซลในการผลิตไฟฟ้ามากกว่าแผนที่วางไว้ ก็ยังคงยืนยันว่าตลอดปีนี้ยังไม่มีแผนปรับขึ้นค่าแอฟที

ส่วนความเป็นห่วงว่าภายใน 4 ปีข้างหน้า ค่าไฟฟ้าจะสูงขึ้นถึง 5 บาท จากปัจจุบันที่มีราคา 3.76 บาทต่อหน่วยนั้นเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะต่อจากนี้ประเทศไทยจะต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือแอลเอ็นจีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากไม่ปรับเปลี่ยนลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติที่สูงถึง 70% ก็จะส่งผลกระทบกับประชาชนอย่างรุนแรง โดยขณะนี้รัฐบาลก็ได้เตรียมที่จะปรับแผนมาใช้ถ่านหินสะอาดมากขึ้น ก็จะช่วยลดค่าไฟฟ้าลงได้ ส่วนการต่อต้านชาวบ้านในพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านั้น กกพ. ก็จะเข้าไปเร่งเก็บเงินเข้ากองทุนพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า ที่สามารถเข้าไปเก็บได้ทันที่นับตั้งแต่ก่อสร้างโรงไฟฟ้า เพื่อนำมาเยียวยาผลกระทบกับชุมชนในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ได้เรียกเก็บจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 สตางค์ต่อหน่วย และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 1 สตางค์ต่หน่วย

นายดิเรก ยังได้กล่าวถึงผลการประชุมสัมมนาเชิงวิชาการนานาชาติครั้งที่ 4 ว่า ในการประชุมครั้งนี้ได้มีประเทศในอาเซียนเข้าร่วม 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา ไทย และเวียดนาม โดยการประชุมครั้งนี้เป็นความร่วมมือด้านการกำกับกิจการพลังงานอาเซียน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ด้านการจัดการพลังงาน ตลอดจนสร้างความร่วมมือด้านโครงข่ายพลังงาน เช่น การเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้า และท่อส่งก๊าซธรรมชาติในอาเซียน และแลกเปลี่ยนความรู้ในการพัฒนาพลังงานในอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความร่วมมือด้านพลังงานอย่างยั่งยืนในอนาคต