วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พงษ์ศักดิ์'เตือนวิกฤติไฟขยายวง

"พงษ์ศักดิ์" รับวิกฤติไฟฟ้าลามถึงช่วง 9-10 เม.ย. เหตุโรงงานกลับมาผลิตปกติ ประกอบกับอากาศร้อนจัด ขณะที่สำรองไฟมีเพียง 1,440 เมกะวัตต์

หลังจากตรวจเยี่ยมชมการปฏิบัติการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง ภายใต้ภาวะวิกฤติ หรือ Business Continuity Management (BCM) ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) วานนี้ (1 เม.ย.) นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า วันที่ 5 เม.ย. นี้ ซึ่งเป็นช่วงที่พม่าปิดซ่อมแหล่งก๊าซธรรมชาติ และมีปริมาณสำรองไฟฟ้าต่ำที่สุด แต่จากความร่วมมือของภาคเอกชน ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวมีปริมาณสำรองไฟฟ้าเพิ่มเป็น 1,661 เมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอต่อความมั่นคงของประเทศ

แม้ว่าผ่านวันที่ 5 เม.ย.ไปได้ประเทศไทยก็ยังไม่ผ่านช่วงวิกฤติ เนื่องจากโรงงานที่ช่วยรัฐบาลโดยหยุดการผลิตวันที่ 5 เม.ย. ก็จะกลับมาเปิดวันที่ 9-10 เม.ย. นี้ ซึ่งจะทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ประกอบกับช่วงนี้อากาศร้อนมาก หากอุณหภูมิเกิน 40 องศาเซลเซียส ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเกินกว่าภาวะปกติ เพราะว่าทุก 1 องศาเซลเซียส จะใช้ไฟฟ้าเพิ่ม 300 เมกะวัตต์ แต่ถ้าเกิน 40 องศาเซลเซียส จะมีการใช้ไฟฟ้ามากกว่าที่ประเมินไว้

"พงษ์ศักดิ์" รับ ใช้ไฟช่วง 9-10 เม.ย. น่าห่วง

"ช่วงวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา อุณหภูมิสูง 39.1 องศาเซลเซียส ทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) 26,400 เมกะวัตต์ ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก หากวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ อุณหภูมิเกิน 40 องศาเซลเซียส ความต้องการใช้ไฟฟ้าก็จะเพิ่มขึ้นมาก จึงอยากให้ประชาชนให้ความร่วมมือลดการใช้ไฟฟ้าช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้ประเทศผ่านวิกฤติไปได้"นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศมีศักยภาพไม่เกิน 27,300 เมกะวัตต์ ซึ่งวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ จะมีปริมาณสำรองไฟฟ้าเพียง 1,440 เมกะวัตต์ เมื่อเทียบกับปริมาณการใช้ปีที่ผ่านมา ถือว่ายังอยู่ในขั้นน่าเป็นห่วง ดังนั้นจำเป็นต้องเร่งสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเพื่อสร้างความความมั่นคง หากปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก จะส่งผลต่อความมั่นใจต่อการลงทุนในประเทศได้

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าใหม่ที่จะเกิดขึ้นต้องคำนึงถึงต้นทุนการผลิตไฟฟ้าด้วย ที่ผ่านมาค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 50 สตางค์ต่อหน่วย ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปอีก 4 ปี ค่าไฟจะสูงถึง 6 บาทต่อหน่วย จะทำให้ภาคอุตสาหกรรม มองว่าไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ดังนั้นโรงไฟฟ้าถ่านหินจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่

ปตท.ตั้งศูนย์ฉุกเฉินรับมือวิกฤติไฟ 5-14 เม.ย.

นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การรองรับภาวะวิกฤติไฟฟ้าช่วงวันที่ 5-14 เม.ย.นี้ ปตท. ได้ดำเนินการตามกรอบ BCM ประกอบด้วย แผนจัดการสภาวะวิกฤติ แผนการกู้คืนระบบสารสนเทศ แผนการจัดเตรียมทรัพยากรบุคลากร แผนการจัดเตรียมสถานที่ปฏิบัติงานสำรอง และแผนการกู้คืนอาคารและสถานที่ เพื่อให้องค์กรดำเนินงานได้ต่อเนื่องไม่ให้ธุรกิจหยุดชะงัก และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มในทุกสถานการณ์

"ศูนย์อำนวยการภาวะฉุกเฉิน ที่สำนักงานใหญ่ ปตท.จะมีการเชื่อมต่อสื่อสารโดยระบบวีดิโอ คอนเฟอเรนซ์ กับ ศูนย์ปฏิบัติการของ ปตท. ในพื้นที่ต่างๆ อาทิ ศูนย์ปฏิบัติการระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ จังหวัดชลบุรี โรงแยกก๊าซธรรมชาติระยอง และคลังน้ำมันพระโขนง รวมถึงระบบเชื่อมต่อการสื่อสารกับหน่วยงานภายนอก โดยเฉพาะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งจะช่วยให้บริหารงานในภาวะฉุกเฉินได้รวดเร็ว"นายไพรินทร์ กล่าว

แบ่ง 5 ระดับความรุนแรง

หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ปตท. จะแจ้งเหตุการณ์ให้ กฟผ. ทราบทันที เพื่อปรับลดปริมาณการใช้ก๊าซฯ หรือปรับเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นทดแทน และแจ้งหน่วยธุรกิจน้ำมัน ปตท.ทราบ เพื่อจัดเตรียมน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ สำหรับทดแทนก๊าซธรรมชาติที่ขาดหายไป ทั้งนี้ได้จัดระดับความรุนแรงออกเป็น 5 ระดับ โดยใช้สีเป็นสัญลักษณ์กำหนด ได้แก่ สีขาว สีเขียว สีเหลือง สีส้ม และ สีแดง แต่ละสีจะบ่งบอกถึงระดับที่แตกต่างกันในปริมาณการจ่ายก๊าซฯของผู้ผลิตก๊าซฯ ระดับปริมาณความต้องการใช้ ระดับการดำเนินการผลิตไฟฟ้าที่เป็นไปตามแผนหรือนอกเหนือจากแผนการผลิตปกติ และระดับผลที่อาจจะกระทบต่อผู้ใช้

สั่งสำรองน้ำมันเตา-ดีเซล-แอลเอ็นจี

สำหรับกรณีการเตรียมพร้อมรองรับแหล่งยาดานาปิดซ่อมบำรุง ระหว่างวันที่ 5-14 เม.ย. นี้ ปตท.ได้เตรียมน้ำมันเตา ดีเซลและก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) สำรอง รวมทั้งสำรองเอ็นจีวีในท่อภาคตะวันตก เพื่อไม่ให้ขาดแคลน มั่นใจไม่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม และขนส่ง นอกจากนี้ได้แจ้งขอความร่วมมือผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติแหล่งอื่นๆ ไม่ทำกิจกรรมใดๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการผลิตก๊าซในช่วงดังกล่าว จัดเตรียมแผนการเรียกก๊าซธรรมชาติเต็มที่จากผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติบนบก และสำรองก๊าซธรรมชาติในระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติฝั่งตะวันตกให้เต็มที่

"ยอมรับว่าปัญหาก๊าซพม่าที่หยุดส่งแต่ละครั้ง ทำให้เกิดความโกลาหล ก็เพราะคุณสมบัติของแหล่งก๊าซของยาดานาและเยตากุน มีความแตกต่างกันและต้องผสมกัน"

ผู้ว่าการ กฟผ. หวั่นพึ่งก๊าซธรรมชาติดันค่าไฟเพิ่ม

ด้าน นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า หากไทยยังคงดำเนินนโยบายที่จะพึ่งพาการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเป็นเชื้อเพลิงหลัก ถึง 70% ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่มีค่าไฟฟ้าสูงเป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาค เนื่องจากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมีราคาถูก จะค่อยๆ มีปริมาณลดลงในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งโรงไฟฟ้าในไทยต้องใช้ก๊าซธรรมชาติ ที่ต้องนำมาเข้าในรูป แอลเอ็นจี ซึ่งมีราคาที่สูงกว่าเท่าตัว เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า

นายสุทัศน์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเห็นถึงสัญญาณการเพิ่มขึ้นของราคาค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มเป็น 5 บาทต่อหน่วย จากปัจจุบัน 3.70 บาทต่อหน่วยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ได้มีการหารือและขอข้อมูลจาก กฟผ.ไปแล้ว บางอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าจำนวนมากในการผลิตปีละกว่า 100 เมกะวัตต์ กำลังพิจารณาย้ายโรงงานผลิตไปยังอินโดนีเซีย ที่มีราคาค่าไฟฟ้าต่ำกว่าไทย

หลายประเทศในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย มีการปรับโครงสร้างการใช้เชื้อเพลิงมาเป็นถ่านหินในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 40% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด เพราะราคาถ่านหินคงที่กว่า เมื่อเปรียบเทียบกับก๊าซธรรมชาติ ส่วนเวียดนามมีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ต่ำเข้าไปอยู่ในแผนการผลิตไฟฟ้า

รับค่าไฟฟ้าไทยสูงกว่าอาเซียน

ส่วนของไทยโรงไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระรายใหญ่ หรือไอพีพี ที่จะเข้าสู่ระบบ อีก 6 โรงกำลังการผลิตรวม 5,400 เมกะวัตต์ ต่างเป็นโรงไฟฟ้าที่ต้องใช้ก๊าซแอลเอ็นจี ซึ่งต้องนำเข้าราคาแพงกว่า เห็นได้ชัดเจนว่าไทยจะกลายเป็นประเทศที่มีค่าไฟฟ้าสูงในระดับต้นๆ ในภูมิภาค เมื่อมีการเปิดประเทศเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะไม่ได้เปรียบคู่แข่งเรื่องราคาค่าไฟฟ้าต่อไป

"วิกฤติเรื่องค่าไฟฟ้าที่จะมีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากอันเนื่องมาจากโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าที่พึงราคาก๊าซธรรมชาติมากเกินไป เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะอีก 10 ปีข้างหน้า ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) เราก็ยังมีโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ เข้าสู่ระบบอีกกว่า 5,400 เมกะวัตต์ การเปลี่ยนแปลงต้องมาจากระดับนโยบาย ที่ต้องปรับโครงสร้างเชื้อเพลิง ส่วน กฟผ.มีหน้าที่รับนโยบายมาปฏิบัติ ต้องบอกความจริงกับผู้บริโภค ว่าหากยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนเดิม ต้องรับค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น" นายสุทัศน์ กล่าว

เอกชนหนุนรัฐใช้ถ่านหิน

นายเจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เห็นด้วยที่ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคค่าไฟฟ้าสูงสุดในภูมิภาคเอเชีย แตกต่างจาก 10 ปีที่ผ่านมา ที่ค่าไฟฟ้าไทยต่ำสุดในภูมิภาค ประมาณ 2 บาทต่อหน่วย โดยสถานการณ์ราคาค่าไฟฟ้าของไทยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ได้ส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบการรับทราบมาหลายเดือนแล้ว หากรัฐบาลไม่เร่งกระจายเชื้อเพลิงไปยังนิวเคลียร์หรือถ่านหิน ผลิตไฟฟ้าก็จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าแพง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) อาจต้องปิดกิจการ หรือย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีค่าไฟฟ้าถูกกว่า เช่น เวียดนามและมาเลเซีย แทน