เงินบาททรงตัวในกรอบแคบ ขณะที่ หุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นจากแรงซื้อของกองทุนและการทำราคาปิดสิ้นงวดบัญชี (Window Dressing)
ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยธนาคารพาณิชย์จะมีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.65% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.75% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน
ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 1-5 เม.ย. 56 คงจะมีการทยอยไหลกลับของสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินในช่วงต้นเดือน ขณะที่ธนาคารพาณิชย์อาจทยอยเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับความต้องการใช้เงินของลูกค้าก่อนเข้าสู่วันหยุดยาว รวมทั้งจะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินคงขึ้นอยู่กับผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 3 เม.ย. ซึ่งธนาคารกสิกรไทยคาดว่า กนง. น่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.75%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.19% ในวันศุกร์ ลดลงเมื่อเทียบกับ 3.20% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยปรับลดลงต่อเนื่อง โดยมีแรงซื้อจากนักลงทุนและสถาบันการเงินต่างชาติ ก่อนที่จะมีแรงขายทำกำไรในวันศุกร์ ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรปรับเพิ่มขึ้น
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 1.85% ในวันพฤหัสบดี ลดลงเมื่อเทียบกับ 1.93% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับแผนการช่วยเหลือไซปรัส รวมถึงความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาลของอิตาลี ก่อนที่จะทรงตัวในวันพฤหัสบดี หลังตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/55 ปรับเพิ่มขึ้นจากการประมาณการในครั้งก่อน
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินบาท (Onshore)
เงินบาททรงตัวในกรอบแคบๆ โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในช่วงต้นสัปดาห์สอดคล้องกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคที่ปรับตัวขึ้น (ตลาดเอเชีย) หลังจากที่ยูโรโซนได้อนุมัติแผนการของ EU/IMF ในการปรับโครงสร้างภาคธนาคารของไซปรัสทันเวลาตามเส้นตายที่ธนาคารกลางยุโรปกำหนดไว้ อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงบวกลงและกลับมาปรับตัวในกรอบแคบๆ ในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ในช่วงใกล้สิ้นเดือนจากผู้นำเข้า และธุรกรรมที่เกี่ยวกับการส่งกลับกำไรของบริษัทญี่ปุ่นในไทยในช่วงปิดสิ้นปีงบการเงิน 31 มี.ค. 2556
ในวันศุกร์ (29 มี.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 29.28 เทียบกับระดับ 29.29 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (22 มี.ค.)
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (1-5 เม.ย. 2556) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 29.20-29.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของกนง. (3 เม.ย.) สถานการณ์วิกฤตหนี้ยูโรโซน โดยเฉพาะประเด็นความกังวลในอิตาลีและไซปรัส รวมถึงผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่นภายใต้การนำของผู้ว่าการฯ คนใหม่ ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี ISM ภาคการผลิตและภาคบริการ ข้อมูลตลาดแรงงานในเดือนมี.ค. ยอดสั่งซื้อสินค้าภาคโรงงาน ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ รายจ่ายภาคการก่อสร้างเดือนก.พ. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ นักลงทุนยังอาจจับตาดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนมี.ค. ของหลายๆ ประเทศอีกด้วย
เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ
เงินยูโรแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือนครั้งใหม่ ทั้งนี้ เงินยูโรเผชิญแรงเทขายแม้ว่าไซปรัสจะสามารถบรรลุข้อตกลงกับ EU/IMF เพื่อหลีกเลี่ยงการล่มสลายของภาคธนาคารได้ทันเวลาตามเส้นตาย เพราะนักลงทุนกลับมีความกังวลว่า การช่วยเหลือภาคธนาคารในยูโรโซนในอนาคตอาจมีเงื่อนไขแบบเดียวกันกับข้อตกลงของไซปรัส นอกจากนี้ เงินยูโรยังมีปัจจัยลบเพิ่มเติมในช่วงกลางสัปดาห์จากผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลอิตาลี (ในช่วงที่ยังไม่มีความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่) ที่ไม่ได้รับการตอบรับมากนักจากนักลงทุน ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศในยูโรโซน ก็ยังสะท้อนภาวะที่เปราะบาง อย่างไรก็ดี เงินยูโรฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายสัปดาห์ หลังจากที่ธนาคารในไซปรัสกลับมาเปิดทำการเป็นครั้งแรกในรอบ 2 สัปดาห์ภายใต้มาตรการควบคุมการทำธุรกรรมทางการเงินกับธนาคารที่เข้มงวด
เงินเยนทรงตัวในกรอบแคบๆ โดยแม้ตลาดจะยังคงคาดหวังต่อมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงรุกของธนาคารกลางญี่ปุ่น แต่สถานการณ์วิกฤตในไซปรัส และความไม่แน่นอนทางการเมืองในอิตาลีก็หนุนให้นักลงทุนเข้าซื้อเงินเยนในฐานะสกุลเงินปลอดภัย
ในวันศุกร์ (29 มี.ค.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.2816 เทียบกับระดับ 1.2985 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (22 มี.ค.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 94.05 เทียบกับ 94.50 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ตลาดทุน
ตลาดหุ้นไทย
ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น จากแรงซื้อของกองทุนและการทำราคาปิดสิ้นงวดบัญชี (Window Dressing) ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,561.06 จุด เพิ่มขึ้น 5.55% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 20.03% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 62,088.64 ล้านบาท โดยนักนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 484.28 จุด เพิ่มขึ้น 10.97% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ โดยมีแรงซื้อหุ้นกลับของนักลงทุนหลังจากไซปรัสได้รับการช่วยเหลือทางการเงิน อันช่วยหลีกเลี่ยงการล่มสลายทางการเงินของประเทศ รวมถึงแรงหนุนจากการทำราคาปิดสิ้นงวดบัญชี (Window Dressing) ก่อนที่ตลาดหุ้นจะลดช่วงบวกลงในวันพฤหัสบดี จากแรงขายทำกำไรของนักลงทุนจากความกังวลว่าผู้ฝากเงินในธนาคารของประเทศอื่นๆ ในยูโรโซนจะแห่ถอนเงิน จากนั้นตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นในวันศุกร์ โดยได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อของกองทุน
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 1-5 เม.ย. 2556 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น แต่ต้องระวังแรงขายทำกำไร สำหรับรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ เครื่องชี้ภาคการผลิต (ISM Manufacturing) ยอดขายสินค้าโรงงาน ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และการจ้างงานนอกภาคการเกษตร ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,523 และ 1,477 ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,580 และ 1,600 ตามลำดับ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ดัชนี DJIA ปรับเพิ่มขึ้น จากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดี โดยในวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 14,578.54 จุด เพิ่มขึ้น 0.46% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลงในวันจันทร์ จากความกังวลเกี่ยวกับแผนการช่วยเหลือไซปรัสที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาคธนาคาร ก่อนที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันอังคาร จากข้อมูลที่แข็งแกร่งของราคาบ้านและยอดการสั่งซื้อสินค้าคงทน จากนั้นตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลดลงในวันพุธจากความกังวลต่อภาคธนาคารในไซปรัส ก่อนที่จะปรับขึ้นต่อสู่ระดับสูงสุดใหม่ในวันพฤหัสบดี หลังข้อมูล GDP ไตรมาส 4/2555 ขยายตัว 0.4% เพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนที่ขยายตัว 0.1% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นหสรัฐฯ ปิดทำการในวันศุกร์เนื่องในวัน Good Friday
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ดัชนี Nikkei ปรับเพิ่มขึ้น จากแรงหนุนของข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สดใส โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 12,397.91 จุด เพิ่มขึ้น 0.48% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ หลังไซปรัสและสหภาพยุโรปสามารถตกลงกันเกี่ยวกับแผนแก้ไขวิกฤติการเงิน ก่อนที่จะปรับลดลงในช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับแผนการช่วยเหลือไซปรัส รวมทั้งความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาลของอิตาลี ก่อนที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะปรับขึ้นในวันศุกร์ ตามการปรับขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ









