วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

กูรูการเงินเร่งไทยพัฒนาตลาดบอนด์

กูรูการเงินตลาดบอนด์ เร่งอาเซียนรวมไทยพัฒนาตลาดตราสารหนี้เอกชน ให้เป็นแหล่งทุนขนาดใหญ่ได้ต้นทุนต่ำลง

นายเอลิ เอ็ม เรอโมโลนา หัวหน้าสำนักงานตัวแทนของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (บีไอเอส) ประจำเอเชียและแปซิฟิก กล่าวในงานสัมมนาตลาดบอนด์ระดับชาติปี2556 ซึ่งจัดโดยสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ในหัวข้อเรื่อง “ตลาดบอนด์เหมือนรถตุ๊กตุ๊กในกลุ่มตลาดเกิดใหม่เอเชีย“ วานนี้(29มี.ค.) โดยพูดถึงแนวโน้มตลาดบอนด์หรือตลาดตราสารหนี้ในเอเชีย ด้วยการเปรียบเทียบตลาดบอนด์เอเชียแตกต่างกันตามประเภทของยานพาหนะ ซึ่งบางตลาดสามารถขับเคลื่อนพัฒนาไปได้เหมือนรถยนต์ของฮุนไดผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของเกาหลีใต้ และบางประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียนรวมไทยยังพัฒนาไปได้ไม่เร็วหรือลึกพอ เหมือนรถสามล้อหรือรถตุ๊กตุ๊กของไทย

“ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรรัฐบาลของหลายประเทศในเอเชีย สามารถพัฒนาไปได้ไกลและไปเร็วจนเหมือนกับรถยนต์ของฮุนได ตรงข้ามกับตลาดตราสารหนี้เอกชนในหลายประเทศาเซียนยังคงเป็นรถตุ๊กตุ๊กที่ผู้คนหลงใหลชื่นชอบอยากจะนั่งขับ แต่ไปไม่ได้ไกลและยังไม่ลึกพอที่จะเข้าไปเล่น จำเป็นต้องพัฒนาในเชิงลึกให้มากกว่านี้ “ นายเรอโมโลนา กล่าว
เขาย้อนดูพัฒนาการของตลาดบอนด์ทุกประเภทของเอเชียและของอาเซียนรวมไทย ตั้งแต่ปี2544จนถึงไตรมาสแรกของปี 2555 และพบว่าทั้งดีมานด์และซัพพลายในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 2ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่2552 มูลค่าการออกบอนด์ในภูมิภาคหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทีระดับนี้เขาถือว่ายังมีศักยภาพที่จะพัฒนาตลาดให้ได้มากกว่านี้
นอกจากนี้นายเรอโมโลนายังมองถึงพัฒนาการของสัดส่วนผู้เล่นในตลาดบอนด์เอเชียในช่วงปี 2554 จนถึงครึ่งแรกของปี 2555 ว่า มีสัดส่วนนักลงทุนเป็นผู้เล่นอยู่ในตลาดตราสารหนี้เอกชนของเอเชีย มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมากซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดี

“จากการศึกษาเราพบว่าปัจจุบันสัดส่วนนักลงทุนในตลาดพันธบัตรเอเชีย เป็นนักลงทุนเอเชีย 47% สหรัฐ 18% ยุโรป 21% ที่เหลือเป็นนักลงทุนจากที่อื่นๆ ขณะที่สัดส่วนนักลงทุนในตลาดตราสารหนี้เอกชนตอนนี้เป็นนักลงทุนเอเชียเพิ่มขึ้นกว่า 60% สหรัฐราว 12% และยุโรปราว 14%”

ขณะที่ดาโต๊ะโออิ ซาง กวง ประธานบอร์ดบริหารของคากามาส โฮลดิ้งส์ ซึ่งเป็นบริษัทสินเชื่อแห่งชาติในมาเลเซีย และเป็นอดีตที่ปรึกษาพิเศษของธนาคารกลางมาเลเซียช่วงปี 2553-2554 กล่าวว่าการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวทางการค้าของอาเซียนถือว่าสูงมากทำได้ 60%แล้ว แต่การรวมตัวกันทางการเงินและตลาดทุนยังไม่สูงนัก ทั้งๆที่ศักยภาพกับความต้องการพัฒนารวมตัวกันระหว่างตลาดทุนอาเซียนมีมากมาย

“สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจากการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวทางเศรษฐกิจและการเงิน คือการไหลเวียนของเงินทุนแบบครอบคลุมขยายวงกว้างมากขึ้น และจะไม่เห็นพียงการค้าในอาเซียนเพิ่มขึ้น แต่เรายังจะเห็นบริษัทท้องถิ่นแต่ละประเทศกลายเป็นบริษัทชั้นนำของอาเซียนเพิ่มขึ้นอีกมาก”

ดาโต๊ะโออิ ซาง กวง กล่าวถึงบริษัทไทยไปลงทุนในสิงคโปร์ พร้อมยกตัวอย่างไทยเบฟเวอเรจซึ่งเป็นบริษัทใหญ่ของไทยไปซื้อกิจการควบรวมกับบริษัทเอฟแอนด์เอ็น หรือบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารหรือซีพีก็เข้าไปลงทุนในมาเลเซีย ในขณะที่กลุ่มธุรกิจใหญ่ในมาเลเซียเข้าไปลงทุนในไทยซื้อกิจการธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ของไทยเช่นกัน

“บริษัทขนาดใหญ่ระดับประเทศของแต่ละชาติในอาเซียน ไม่ว่าจะไทยหรือมาเลเซีย หากคิดขยับขยายยกระดับตัวเองให้เป็นบริษัทขนาดใหญ่ระดับภูมิภาค เวลาเคลื่อนไหวไปยังประเทศอื่นย่อมจำเป็นต้องได้เงินทุนสนับสนุน และตลาดบอนด์เอกชนเป็นแหล่งหนึ่งที่สำคัญช่วยระดมทุนระยะยาว พร้อมช่วยเร่งให้เกิดการสร้างฐานให้เงินทุนไหลเวียนผลักดันให้เกิดคอปอร์เรทระดับอาเซียนได้”