"นิวัฒน์ธำรง"ยันตั้ง"Holding Company"บริหารทวายไม่ใช้เงินรัฐบาลลงทุน แต่เปิดทางให้ต่างชาติลงทุนได้ทั้งระดับ SPV และ SPCs คาดสรุปปลายเม.ย.
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมไทย-เมียนมาร์เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง(JCC)กล่าวว่าขณะนี้ขั้นตอนการเจรจาระหว่างไทยและเมียนมาร์ในการจัดตั้ง Holding Companyโดยฝ่ายไทยและเมียนมาร์ถือหุ้นฝ่ายละ 50% ซึ่งถือว่าเป็นข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อตั้งบริษัทกลางเพื่อดำเนินการโครงการ อย่างไรก็ตามการจะไม่ได้เป็นการที่รัฐบาลเข้าไปลงทุน แต่จะต้องพิจารณาให้หน่วยงานที่มีศักยภาพ เช่น รัฐวิสาหกิจเข้าไปลงทุน ซึ่งรูปแบบนี้จะรวมถึงนักลงทุนของประเทศอื่นๆที่จะเข้ามาลงทุนในโครงการทวายภายในภายหลังก็จะไม่ใช่การลงทุนของรัฐบาลของประเทศต่างๆเช่นกัน
สำหรับการเข้ามาร่วมลงทุนของโดยขณะนี้นอกจากนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ก็มีการเชิญชวนนักลงทุนอีกอย่างน้อย 3 - 4 ประเทศเข้ามาร่วมลงทุน โดยนักลงทุนในประเทศต่างสามารถเข้ามาลงทุนได้ทั้งในส่วนของ Holding Company ที่เป็นการระดมทุนแบบนิติบุคคลพิเศษ (SPV) และนิติบุคคลย่อย (SPCs) ที่จะมีการจัดตั้งขึ้น ทั้งในแต่ละบริษัทที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลโครงการย่อยต่างๆ เช่น ถนน ท่าเรือ จะต้องมีการศึกษาความคุ้มทุนของโครงการโดยละเอียด ซี่งคาดว่าการศึกษาทั้งหมดจะแล้วเสร็จในช่วงปลายเดือนเม.ย.นี้ และจะนำผลการศึกษาเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมระดับสูงระหว่างไทย เมียนมาร์เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (JHC) ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย และนายญาณ ทุน (H.E. U Nyan Tun) รองประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์เป็นประธาน จะประชุมร่วมกันที่เมืองเนปิดอว์ ประเทศเมียนมาร์ ในเดือน พ.ค.ที่จะถึงนี้
"โครงการต่างๆในทวายต้องมีการศึกษาความคุ้มทุน และแข่งขันได้ เช่น โครงการท่าเรือก็ต้องแข่งขันกับสิงคโปร์ได้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีความน่าสนใจที่จะดึงดูดคนมาลงทุน"นายนิวัฒน์ธำรงกล่าว
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่าในขณะนี้มีพื้นที่ประมาณ 10 แห่งใน 10 จังหวัด ที่ยื่นความประสงค์ในการขอก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเข้ามาให้รัฐบาลพิจารณา เช่น ด่านแม่สอด จ.ตาก ด่านแม่สาย จ.เชียงราย ด่านสะเดา จ.สงขลา ซึ่งรัฐบาลกำลังศึกษาถึงความเป็นไปได้ของการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีศักยภาพและควาเหมาะสม โดยให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ศึกษาความเหมาะสมร่วมกับสถาบันการศึกษาในท้องถิ่นที่มีข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูลการค้าชายแดนอยู่ รวมทั้งศึกษาถึงความจำเป็นในการจ้างบริษัทที่ปรึกษาในการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและการศึกษาการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตามหลักสากล โดยในอนาคตก็มีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษขนาดใหญ่เหมือนในต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม จะต้องนำข้อมูลการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ มาศึกษาในรายละเอียดด้วยว่าความต้องการของพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งมีการนิยามความหมายของเขตเศรษฐกิจพิเศษให้ชัดเจน และดูความจำเป็นในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบ การดำเนินการต่างๆ เพื่อให้การค้าชายแดนและการติดต่อการค้าระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้านมีความสะดวกมากขึ้น









